วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

ภัยเงียบจากกล่องโฟม… กินสบายแต่ตายเร็ว

หลาย คนคงเคยชินกับการรับประทาน อาหารแบบใส่กล่องโฟมกันใช่ไหมล่ะ เพราะสะดวก รวดเร็ว กินที่ไหนก็ได้ ประหยัดเวลาทำอาหาร และที่สำคัญทานเสร็จก็ไม่ต้องล้างอีกด้วย แต่เพื่อน ๆ เชื่อหรือไม่คะว่า ท่ามกลางความสะดวกสบาย กล่องโฟมก็แฝงไปด้วยภัยร้ายที่อาจคร่าชีวิตคุณได้ในที่สุด

โดย นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความรู้ว่า กล่อง โฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป (Styrofoam) เป็นของเสียเหลือทิ้งสีดำ ๆ จากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วยสารสไตรีน (Styrene) มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง




อาหารตามสั่ง ที่บรรจุกล่องโฟม จึงเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ทำให้สมองมึนงง สมองเสื่อมง่ายหงุดหงิดง่าย มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ และเป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด ถ้าเป็นผู้ชายรับประทานเข้าไปมาก ๆ มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม และทั้งสองเพศมีโอกาสสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ แม้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำก็ตาม

สำ หรับสไตรีน ถือเป็นสารอันตรายที่สหรัฐฯ เพิ่งประกาศขึ้นบัญชีสารก่อมะเร็ง หญิงมีครรภ์ที่รับประทานอาหารบรรจุในกล่องโฟม ลูกมีโอกาสสมองเสื่อมเป็นเอ๋อ อวัยวะบางส่วนพิการ ส่วนคนทั่วไปถ้ารับประทานอาหารกล่องโฟมทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า



ทั้งนี้ ผู้บริโภคมีโอกาสได้รับสารสไตรีนในกล่องโฟมได้ง่ายถึง 5 ปัจจัยได้แก่ 1. อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นหรือเย็นลง ทำให้สไตรีนซึมเข้าสู่อาหารได้สูง
2. ถ้าปรุงอาหารโดยใส่น้ำมัน น้ำส้มสายชูแอลกอฮอล์ จะดูดสารสไตรีนจากกล่องโฟมได้มากกว่าปกติ
3. ถ้าซื้ออาหารใส่กล่องทิ้งไว้นาน ๆ ไม่ได้รับประทาน อาหารจะดูดสารสไตรีนได้มาก
4. ถ้านำอาหารที่บรรจุโฟมเข้าไมโครเวฟ สไตรีนจะไหลออกมาในปริมาณมาก
5. ถ้าอาหารสัมผัสพื้นที่ผิวกล่องโฟมมาก ๆ รวมถึงร้านไหนตัดถุงพลาสติกใสรองอาหาร ขอบอกว่าได้รับสารก่อมะเร็ง 2 เด้ง ทั้งสไตรีนและไดออกซินจากถุงพลาสติกเลยทีเดียว

นพ.วีรฉัตร กล่าวเตือนด้วยว่า อาหาร ตามสั่งหรือข้าวราดแกงกับไข่ดาวหรือไข่เจียวร้อน ๆ อาจจะไปละลายผนังกล่องโฟม เสมือนรับประทานอาหารคลุกสไตรีนไปด้วย ถึงกระนั้นไข่ดิบที่วางขายในแผงไข่พลาสติก สารสไตรีนมีโอกาสวิ่งเข้าในเปลือกไข่ได้เช่นกัน ถ้าเลือกไข่ดิบควรเลือกซื้อจากแผงไข่กระดาษจะปลอดภัยที่สุด

ยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วโลกสร้างสถิติทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์



ยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วโลกสร้างสถิติทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ว่า ยอด จำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วโลกประจำปีที่แล้วเพิ่มสูงขึ้นกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐครั้งแรก เท่ากับว่าสามารถนำมาประกอบอาหารเลี้ยงประชากรทั่วทั้งโลกได้ครบ 3 มื้อนานกว่า 1 เดือน

รายงานที่จัด ทำโดยสมาคมผู้ประกอบธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของญี่ปุ่น ( ดับเบิ้ลยูไอเอ็นเอ ) ระบุว่า ปริมาณการจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วโลกประจำปีที่แล้วอยู่ที่กว่า 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 4.06 ล้านล้านบาท ) โดยจีน ซึ่งรวมถึงเขตบริหารพิเศษฮ่องกงครองแชมป์ผู้บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสูง ที่สุดประจำปีที่แล้ว ด้วยปริมาณการนำเข้าและจำหน่ายที่สูงกว่า 44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.27 ล้านล้านบาท ) รองลงมาคืออินโดนีเซีย 14.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 4.08 แสนล้านบาท ) ตามด้วยญี่ปุ่น 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.56 แสนล้านบาท ) และเวียดนาม 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.47 ล้านล้านบาท )

นายโนริโอะ ซากูราอิ นักวิเคราะห์ของดับเบิ้ลยูไอเอ็นเอ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองโอซากา กล่าวว่า ตัวเลขที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่า การบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
บะหมี่ กึ่งสำเร็จรูปมีต้นกำเนิดที่ญี่ปุ่น ได้รับการคิดค้นและพัฒนาเป็นครั้งแรกโดยนายโมโมฟูคุ อันโด นักวิจัยของบริษัท นิชชิน ฟู้ดส์ ก่อนออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2501 ในชื่อ “ชิคิน ราเมน”

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

ความผูกพันเล็กๆ



เจ้า ไมโลสุนัขสายพันธุ์เทอเรียวัย 6 ปี ทำหน้าที่เสมือนตาให้แก่เจ้าเอ็ดดี้ สุนัขสายพันธุ์ลาบราดอร์ วัย 7 ปี แรกๆ เอ็ดดี้มีสายตาปรกติ และทั้งคู่มักชอบเล่นด้วยกันเสมอ จนปีที่แล้ว แองจี้ เจ้าของของสุนัขทั้งสองสังเกตุเห็นเอ็ดดี้วิ่งชนถังขยะและกำแพง ทำให้เธอรู้ว่ามันเริ่มมีปัญหาทางสายตา และไม่สามารถรักษาให้หายได้ จนมันตาบอดสนิท

เมื่อเอ็ดดี้ตาบอด ไมโลทำหน้าที่เป็นตาพาเอ็ดดี้ไปไหนมาไหน ทั้งที่ไมโลไม่เคยถูกฝึกเป็นสุนัขนำทางมาก่อน ปลอกคอไมโลมีกระพรวนเพื่อให้เอ็ดดี้รู้ว่าไมโลได้ยินและรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ทั้งสองไม่เคยห่างจากกัน แองจี้กล่าวว่าทั้งคู่มีความผูกพันยิ่งกว่าเพื่อน มันรักกันดุจพี่น้อง ซึ่งนอกจากไมโลมีหน้าที่เป็นเหมือนตาแล้ว มันยังเลียใบหน้าของเอ็ดดี้ที่แสดงถึงความเอาใจใส่กันและกันอีกด้วย

ในขณะที่เอ็ดดี้ตาบอดสนิท แองจี้ทราบในภายหลังว่าเจ้าไมโลกำลังป่วยหนักจากโรคโลหิตจางที่มันจำเป็นต้องได้รับการถ่ายเลือดอีกด้วย




วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

10 อันดับ วัตถุต้องคำสาป


Maori Warrior Masks

ชาว เมารีเป็นชนพื้นเมืองในนิวซีแลนด์ที่ได้ใช้เวลาเกาะสลักหน้ากาและรูปปั้น ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปสนามรบ ตามความเชื่อของชาวเมารี หากนักรบคนใดเสียชีวิตจากการสู้รบ ดวงวิญญาณของพวกเขาจะสิ่งสถิตในหน้ากาก และกลายเป็นหน้ากากต้องสาปที่เป็นภัยคุกคามคนอื่นๆ โดยเฉพาะผู้หญิงตั้งครรภ์และช่วงมีประจำเดือนจะเป็นอันตรายมากหากเข้ใกล้ ด้วยเหตุนี้ในพิพิธภัณฑ์อังกฤษจึงมีป้ายเตือนผู้หญิงให้ทราบในขณะรับชม หน้ากากของชนเผ่ามารี
9

Koh-i-Noor Diamond

เพ ชรโก อิ นัวร์ (มีความหมายว่าภูเขาแห่งแสงสว่าง) เป็นเพชรหนักกว่า 186 1/16 กะรัต (37.21 กรัม) ที่มีความเก่าแก่ที่สุดทฃในบรรดาเพชรที่มีชื่อเสียงต่างๆ จากทั่วโลก เพชรดังกล่าวถูกยึดมาจากลีปซิงห์ในปี ค.ศ. 1850 โดยบริษัทอังกฤษอินเดียตะวันออก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของมงกุฏเพชรอังกฤษ โดยตำนานฮินดูโบราณเชื่อว่าพระกฤษณะเป็นผู้สวมใส่เพชรเม็ดนี้ กล่าวกันว่าผู้ใดครองเพชรเม็ดนี้จะได้ครองโลก หากแต่จะพบโชคร้ายของมันด้วย โดยเจ้าของเพชรจะพบแต่ความขัดแย้งและความรุนแรง ตัวอย่างเช่น เชอร์ ชาห์ ซูรินาเม แห่งอินเดียได้พ่ายแพ้สนามรบ จักรพรรดิหุมายุนได้เพชรต่อมาก็เสียชีวิตจากการถูกระเบิด ลูกชายชาลัล ถูกฆ่าตายโดยพี่ชายของเขา ซึ่งจะยกเว้นพระเจ้าหรือผู้หญิงเท่านั้นที่สวมเพชรเม็ดนี้โดยไม่ต้องคำสาป แต่อย่างใด
8

Terra Cotta Army

ใน ปี 1974 กลุ่มชาวเกษตรกร 7 คนได้ค้นพบโบราณคดีที่น่าอัศจรรน์ นั้นคือกองทัพของทหารดินเผาที่ถูกฝังใต้ดิน ในหมู่บ้านซีหยาง เมืองหลินถง ซึ่งกองทัพทหารดินเผานั้นมีการปั้นที่มีความละเอียดสมจริง ตัวหุ่นสวมชุดเกราะมีคันธนู และลูกธนูทองเหลือง และเมื่อมีการค้นหาเพิ่มเติมก็พบว่ามีรูปปั้นทหารและรถม้าดินเผามากกว่า 8,000 ตัว และรถม้าไม้ 100 คัน ในอาณาเขตพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร เชื่อว่าเป็นหนึ่งในสุสานของฉินสื่อหวง ที่ยิ่งใหญ่ของจีน อย่างไรก็ตามแม้ว่าการค้นพบจะมีคุณค่าทางโบราณคดีและมีชื่อเสียงของประเทศ มากเพียงใด หากแต่กลุ่มเกษตรกรที่พบดินเผาะพวกนี้กลับต้องพบกับคำสาปและความโชคร้าย สามในกลุ่มเกษตรเสียชีวิตไม่กี่สิบปีต่อมาทั้งที่ยังหนุ่ม เกษตรกรที่เหลือลาออกและทำงานแรงงานขั้นต่ำทั้งที่เต็มไปด้วยหนี้และโรคภัย ไข้เจ็บ
7

Crying Boy Painting

ภาพ แด็กร้องไห้เป็นภาพชุดซีรีย์โดยจิตกรจี บราโกลิน ที่หลายคนเชื่อว่าจิตกรคนดังกล่าวใช้เด็กชายโชคร้ายที่สูญเสียครอบครัวจาก เพลิงไหม้ลึกลับคนหนึ่งเป็นต้นแบบร่างภาพ ซึ่งรูปถ่ายดังกล่าวเป็นที่นิยมมากในอังกฤษ หากแต่เวลาต่อมาในปี 1980 ก็กลายเป็นตำนานเมืองว่ากันว่าเป็นภาพต้องสาป หากใครแขวนภาพบนนี้ในบ้านก็จะเกิดไฟไหม้บ้านลึกลับ และที่น่าแปลกใจคือในขณะที่บ้านและข้าวของไหม้เป็นเถ้าถ่าน หากแต่มีภาพวาดเด็กร้องไห้ ผนังที่แขวนเท่านั้นที่ไม่ไฟจากเปลวเพลิงอย่างน่าพิศวง
6

เด ลี เพอร์เพิล แซฟไฟร์ หรือไพลินม่วงแห่งเดลี เชื่อว่าหินถูกปล้นมาจากวัดอินเดีย ในช่วงกลางปี 1800 กล่าวกันว่าใครที่ครอบครองมันจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพและการเงินแก่ผู้เป็น เจ้าของ ตัวอย่างเช่นเอ็ดเวิร์ด เฮรอนอัลเลน นักเขียนเขียนชื่อดังที่ได้ครอบค

เด ลี เพอร์เพิล แซฟไฟร์ หรือไพลินม่วงแห่งเดลี เชื่อว่าหินถูกปล้นมาจากวัดอินเดีย ในช่วงกลางปี 1800 กล่าวกันว่าใครที่ครอบครองมันจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพและการเงินแก่ผู้เป็น เจ้าของ ตัวอย่างเช่นเอ็ดเวิร์ด เฮรอนอัลเลน นักเขียนเขียนชื่อดังที่ได้ครอบครองไพลินนี้ จนเกิดเรื่องโชคร้ายแก่เขาและคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพและการเงิน แม้เขาพยายามโยนมันลงไปในคลองเพื่อกำจัดมันให้พ้นทาง แต่สามเดือนต่อมามันยังกลับคืนสู่เจ้าของ จนเขาต้องส่งมันไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติลอนดอน พร้อมกับมีคำแนะนำว่าห้ามให้ใครแตะต้องสัมผัสมันหลังจากตายของเขา
5

Hope Diamond

เพ ชรโฮป เป็นเพชรขนาดใหญ่ หนัก 45.52 กะรัต (9.10 กรัม) สีน้ำเงินเข้ม ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติสมิธโซเนียนในกรุง วอชิงตัน ดี.ซี. เพชรโฮปได้รับการอธิบายว่าเป็น "เพชรที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก"และเป็นเพชรที่มีคำสาป ซึ่งมันมีประวัติศาสตร์บันทึกยาวนานเปลี่ยนมือเจ้าของหลายครั้งระหว่างทาง จากอินเดียไปฝรั่งเศส ไปอังกฤษและสหรัฐอเมริกา โดยผู้ที่เป็นเจ้าของนั้นจะพบกับความโชคร้าย ความตายที่เกิดจากการฆาตกรรมและโศกนาฏกรรมอื่นๆ โดยเจ้าของคนแรกคือพ่อค้าเพชรชาวฝรั่งเศสชอง-แบปตีส ตาแวร์นีเย ซึ่งเขาได้นำเพชรนี้ลอบเข้าไปในปารีสซึ่งตามตำนานกล่าวว่าเขาถูกหมาป่ากิน
4

Uluru Rocks

เอ เยอร์สร็อค หรือ อูลูรู เป็นหินยักษ์ที่ตั้งตระหง่านในชนบทของออสเตรเลียที่มีนักท่องเที่ยวหลายพัน คนเข้าชมมากมายในแต่ละปี ซึ่งสำหรับชาวอะบอริจินิสถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเนื่องจากหินยักษ์นั้นเม็ดหินเรียบและมีเม็ดแร่สวยงามเพราะมีหินต่างๆ หลายชนิดรวมกัน ทำให้มีนักท่องเที่ยวบางคนเอาชิ้นส่วนหินกลับบ้านด้วย นอกจากจะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายที่เอาชิ้นส่วนหินออกนอกประเทศแล้ว หินนั้นยังเป็นมีคำสาปแช่งหากใครครอบครองมันจะนำมาซึ่งโชคร้าย โดยเฉพาะหากนำชิ้นส่วนออกจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของมัน ซึ่งส่วนมากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะโดนคำสาปกันถ้วนหน้าและมักส่งหินของพวก เขาทางพัสดุกลับไปยังประเทศออสเตรเลียพร้อมกับข้อความขอโทษ
3

Black Orlov

เพชร แบล็ก ออร์โลฟ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ " เนตรแห่งพรหม" ขนาด 67.50 กะรัต ค้นพบในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ในประเทศอินเดีย กล่าวกันว่าเป็นดวงตาของพระพรหมที่ถูกขโมยมาตามความชื่อของนักบวชศาสนาฮินดู ซึ่งอัญมณีถูกส่งผ่านไปยังเจ้าของหญิงหลายคนและซึ่งมีประวัติว่าผู้ที่เคย เป็นเจ้าของมันถึง 3 ราย ต้องพบจุดจบชีวิตที่น่าสยดสยอง สองในผู้หญิงที่ครอบครองมันได้กระโดดจากตึกสูงตาย อย่างไรก็ตามมีความพยายามล้างคำสาปที่ติดตามกับเพชร ด้วยการเพชรออกเป็นสามเม็ดย่อม จากนั้นเพชรถูกกระจายไปเป็นกรรมสิทธิ์ของบรรดามหาเศรษฐีทำให้สามารถรอดพ้นคำ สาปมาได้ อีกทั้งผู้เป็นเจ้าของก็ไม่หวั่นเพราะเพชรที่ว่าสวยมากจนไม่สนคำสาปเลยที เดียว
2

Blarney Stone Rocks

ผนัง หิน บลาร์นีย์ สโตนเป็นหินในตำนานบนยอดหอคอยของปราสาทบลาร์นีย์ ที่สร้างขึ้นเมื่อ 600 ปีก ในไอร์แลนด์ กล่าวกันว่าผ็ใดที่จุมพิตผนังหินที่นี้จะมีแต่ความโชคดีร่ำรวย ซึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีบุคคลสำคัญ ประธานาธิบดี นักแสดงและนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายจูบผนังนี้ อย่างไรก็ตามหากนำชิ้นส่วนของหินใดๆ จะนำมาซึ่งคำสาปแช่งในชีวิตของคนที่ขโมยมัน จากรายงานพบว่ามีหลายคนโชคร้ายหลังแอบหินนี้กลับมาบ้าน หลายคนมีภาวะซึมเศร้า ถูกเลิกจ้างงาน เป็นผลทำให้หลายคนทนไม่ไหวจึงส่งหินนี้ทางพัสดุไปยังสถานที่ของมันในที่สุด
1

Iceman

ไอซ์ แมนเป็นมัมมี่ที่มีสภาพสมบูรณ์ของชายอายุมากกว่า 5,000 ปีมาแล้ว โดยพบในเดือนกันยายน1991 ในเทือกเขาแอลป์ พรมแดนระหว่างออสเตรียกับอิตาลี โดยร่างของเขาถูกคนพบในน้ำแข็งครึ่งร่าง ถือว่าเป็นมัมมี่สมบูรณ์ที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ ปัจจุบันอยู่ในพิธภัณฑ์โบราณคดีในโบลซาโน ภาคเหนือของอิตาลี มัมมี่ดังกล่าวเต็มไปด้วยเรื่องประหลาดและน่าพิศวง รวมไปถึงคำสาปโดยเชื่อว่าใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับมัมมี่ตนนี้ไม่ว่าจะเป็น คนค้นพบและคนตรวจสอบจะตายอย่างลึกลับ โดยมีเหยื่อตายเพราะคำสาปทั้งสิ้นเจ็ดราย หนึ่งในผู้ค้นพบไอซ์แลนด์เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างเดินทางที่ จะไปกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับสิ่วที่เอาพบ และนักวิจัยคนอื่นๆ เสียชีวิตเพราะหิมะถล่มในเวลาไม่นาน ส่วนนักวิจัยคนอื่นเสียชีวิตจากสาเหตุเลือดผิดปกติหลังจากพบไอซ์แมน

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ร้องไห้เพื่อเงิน


การ ร้องไห้ตามคำสั่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับ"หลิวจุนหลิน"แล้ว นั่นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร นั่นเพราะเธอต้องร้องไห้ทุกวัน ไม่ใช่เพราะมีเรื่องต้องเสียใจอะไร แต่นี่คือ"อาชีพ"


คนร้องไห้หน้าศพ หรือ "คูซังเหริน" ยังเป็นธรรมเนียมที่นิยมปฏิบัติกันอยู่ในสังคมจีน เพื่อสร้างบรรยากาศเศร้าสลดในงานศพให้โศกเศร้าอย่างถึงที่สุด และเธอก็ถือเป็น"นักร้องไห้หน้าศพ"ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของไต้หวัน

หลาย คนอาจมองว่าการร้องไห้เพื่อเงินเป็นอาชีพที่หากินกับความเศร้าของคน แต่สำหรับหลิว เธอมองว่า อาชีพดังกล่าวมีมานานแล้วตั้งแต่ในอดีต ซึ่งตามธรรมเนียมแล้ว ผู้ที่ล่วงลับต้องการการร้องไห้ที่โหยหวนและดังพอควร ที่จะส่งพวกเขาไปสู่ชาติภพหน้า
ใน อดีต ลูกสาวของบ้าน มักต้องเดินทางไปทำงานต่างเมือง ขณะที่การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก หากใครในบ้านเสียชีวิต พวกเธอไม่สามารถเดินทางกลับมาร่วมงานศพได้ทัน ดังนั้น บ้านต่างๆจึงจำเป็นต้องจ้าง "ลูกสาวจำเป็น" เพื่อเป็นคนทำหน้าที่นี้

งาน ศพตามธรรมเนียมของไต้หวัน นอกจากการร้องไห้ด้วยเสียงอันดังแล้ว ยังมีการแสดงเพื่อความบันเทิงนานาชนิดด้วย เพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ผู้ตาย โดยในส่วนนี้ หลิว รวมถึงวงดนตรีของธอต่างสวมเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด และแสดงลีลาประกอบเพลงจังหวะคึกคักหลายเพลง ทั้งยังมีการแสดงตีลังกา และผาดโผนอีกจำนวนหนึ่ง ขณะที่"อาจี้" พี่ชายของเธอทำหน้าที่เล่นเครื่องสายแบบโบราณ


หลังการแสดงจบ ลง เธอจะกลับมาสวมชุดไว้ทุกข์อีกครั้ง และคลานไปยังโลงศพ ก่อนที่จะร้องไห้คร่ำครวญปริ่มขาดใจอีกครั้ง ขณะที่เสียงเพลงจากเครื่องสายบรรเลงคลอเบาๆ เสียงร้องของเธอดูโหยหวนและเอื้อนยาว เหมือนไม่ชัดเจนว่ากำลังร้องไห้หรือร้องเพลง

"พ่อจ๋า ลูกสาวคนนนี้คิดถึงใจจะขาด โปรดเถิดจงกลับมา"
หลิว ร้องไห้ให้ดูตามสั่ง แต่ยืนยันว่าการร้องไห้ทุกครั้งเป็นเรื่องจริง เธอคิดเสมอว่าทุกครั้งที่ไปทำงาน จะต้องคิดว่าครอบครัวที่สูญเสียก็เหมือนครอบครัวของเธอ เพื่อให้สามารถใส่อารมณ์ไปได้อย่างเต็มที่ และเมื่อเห็นคนที่มาร่วมงานเศร้าโศก นั่นทำให้เธอเศร้ายิ่งกว่า

ภาพ ลักษณ์ของเธอดูเหมือนสาวสมัยใหม่มากกว่าที่จะมาทำอาชีพโบราณเช่นนี้ หลิน เจิ้งจาง ผู้อำนวยการบริษัทรับจัดพิธีศพ ซึ่งทำงานร่วมกับหลิวมานานหลายปี กล่าวว่า นั่นทำให้เธอดูแตกต่างจากคนอื่น โดยทั่วไปคนมักมองว่าอาชีพนี้เหมาะกับผู้หญิงที่อายุมากกว่าเธอ แต่ด้วยความสาวและสวยของเธอ ทำให้เกิดจุดเดนและสร้างความสนใจได้มาก


หลิวไม่ใช่คนแรก ของครอบครัวที่ทำอาชีพนี้ แต่แม่และยายของเธอก็ล้วนแต่เป็นนักร้องไห้มืออาชีพมาก่อน สมัยยังเด็ก เธอมักจะวิ่งเล่นนอกบ้านที่จัดงานศพที่แม่เธอทำงานเสมอ ส่วนที่บ้าน เธอก็จะชอบเล่นซ้อมร้องไห้ต่อหน้าแม่และพี่สาว โดยคว้าอะไรก็ได้แล้วสมมุติว่าเป็นไมโครโฟน และสมมุติสิ่งของว่าเป็นโลงศพและคลานเข้าไปหา
พ่อ แม่ของเธอเสียชีวิตเมื่อเธอยังเป็นเด็ก และทิ้งลูกๆ 3 คนให้ยายเลี้ยง ทำให้เธอและพี่ชายต้องเข้ามาสู่อาชีพนี้แบบไม่ตั้งใจ เพื่อหาเงินใช้จ่ายในครอบครัว ขณะที่เธอมีอายุเพียง 11 ปี

เธอต้องตื่นนอนตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเพื่อซ้อมร้องไห้ ทำให้หลายครั้งไม่ได้ไปเรียนหนังสือ ตอนอยู่ที่โรงเรียนเธอมักโดนเพื่อนล้อถึงงานที่ทำ รวมถึงชุดที่สวมใส่ บางครั้งทำให้เธอรู้สึกไร้ค่าและน้อยใจ
การแสดงไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด หลายครั้งที่มีการแสดงท่าทีดูถูกจากครอบครัวของผู้ตาย หลิวกล่าวว่า ก่อน เริ่มพิธี บางครอบครัวแสดงท่าทีไม่พอใจ แต่หลังจากพิธีจบ พวกเขากลับร้องไห้อย่างหนักและเดินมาขอบอกขอบใจยกใหญ่ ซึ่งนั่นทำให้เธอเข้าใจของจุดประสงค์ที่แท้จริงในงานของเธอ หลิวกล่าวว่า มันทำให้ผู้คนได้ปลดปล่อยความโกรธเกรี้ยวและโศกเศร้า และสำหรับคนที่ไม่กล้าร้องไห้ต่อหน้าคนมากๆ พิธีนี้จะช่วยได้มาก เพราะคนจำนวนมากจะร่วมร้องไห้พร้อมกับเรา

หลิว ได้รับการฝึกฝนจากยายอย่างเข้มงวด จากเด็กที่ไม่รู้ประสีประสา กลายเป็นผู้หญิงที่สามารถพัฒนาทักษะในอาชีพ จนทำให้ครอบครัวที่เคยมีฐานะยากจนของเธอมีกินมีใช้ กระทั่งปัจจุบัน หลิวและพี่น้องต่างมีบ้านเป็นของตนเอง โดยในงานศพแต่ละครั้ง พวกเขาจะมีรายได้ต่องานที่ราว 18,000 บาท


อย่างไรก็ดี หลิน เจิ้งจางกล่าวว่า ทุกวันนี้ ธุรกิจค่อนข้างซบเซา อันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจ และความเชื่อของคนรุ่นใหม่ที่ไม่สนใจพิธีศพแบบโบราณเช่นนี้ หลินกล่าวว่า นักร้องไห้ตามงานศพค่อยๆลดจำนวนลงทุกวัน ดังนั้น คนอย่างหลินจึงจำเป็นต้องหาทางเพื่อพัฒนาอาชีพของตนอยู่เสมอ หรือไม่ก็ต้องหาช่องทางทำกินอื่นๆเสริมด้วย

แต่ นี่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ ที่เป็นสาเหตุว่าทำไมเธอจึงจ้างพนักงานหญิงสาวสวยเพิ่มอีก 20 คน เพื่อช่วยบริการในงานศพ ทั้งการทำศพและช่วยงานในพิธี เธอกล่าวว่า ธุรกิจแบบนี้ยังคงไม่มีใครทำ โดยเฉพาะทางภาคเหนือของไต้หวัน มันจึงประสบความสำเร็จว่าที่คาดไว้มาก แต่เธอก็เองก็ทราบดี ว่าเธอต้องแสวงหาลู่ทางธุรกิจใหม่ๆอยู่เสมอ แต่อย่างไรเสีย เะอไม่มีวันที่จะทิ้งธุรกิจครองครัวชนิดนี้แน่นอน

หลิว กล่าวว่า มันเป็นธุรกิจที่ยายของเธอสร้างมาด้วยความยากลำบากจากความไม่มีอะไรเลย และเธอจะต้องถ่ายทอดสิ่งที่ยายสอนให้แก่คนอื่นๆ และสืบทอดธรรมเนียมโบราณนี้ต่อไป

ยาหม้อ



ขึ้น ชื่อว่า คนไทยน้อยคนนักที่ไม่เคยได้สัมผัสกับยาหม้อ ยิ่งเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ด้วยแล้ว นับว่าบริโภคกันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งในปัจจุบันนี้ยาหม้อดูจะกลายเป็นยาที่หายากและเริ่มห่างหายไปจากวงการ แพทย์ทางเลือก เพราะผู้คนนิยมใช้ยาฝรั่ง หรือยาแผนปัจจุบัน ซึ่งแท้จริงแล้ว ยาหม้อนั้นมีประโยชน์มากมาย เพียงแต่เราต้องทำความรู้จักกับมันให้ดีเสียก่อน
 
ยาหม้อคืออะไร
นพ ท.จิตติมา หลิวศิริ อายุรเวท โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท เปิดเผยว่า ยาหม้อไทย เป็นรูปแบบการปรุงยาอย่างหนึ่งตามวิถีของแพทย์แผนไทยหรือแพทย์พื้นบ้าน ซึ่งรูปแบบของยาจะเป็นในลักษณะของยาต้ม ซึ่งเป็นการใช้น้ำเป็นตัวทำละลายยาสมุนไพร

 
ยาหม้อมีส่วนประกอบอะไรบ้าง
- ตัวยาตรง เป็นตัวยาที่มีสรรพคุณโดยตรงในการบำบัดโรคหลักนั้นๆ
- ตัวยาช่วย เป็นตัวยาที่ช่วยรักษาโรคแทรก โรคตาม หรือโรคหลายโรครวมกันจากโรคหลักนั้นๆ
- ตัวยาประกอบ เป็นตัวยาที่ใช้เพื่อป้องกันโรคที่อาจจะตามมาได้ และช่วยบำรุงแก้ส่วนที่หมอเห็นควร หรืออาจจะเป็นตัวยาที่ใช้เป็นตัวคุมฤทธิ์ยาอื่นๆ
- ตัวยาชูกลิ่น ชูรส และแต่งสีของยา เป็นตัวยาที่ใช้เพื่อเป็นการปรุงยาให้น่ารับประทานมากขึ้น

 
กินยาหม้อเพื่อรักษาโรค ดีจริงหรือ
ยา หม้อมีข้อดีในการรักษา เนื่องจากเป็นยาที่สามารถรักษาอาการคนไข้ได้ครอบคลุมทุกอาการ ไม่ว่าจะเป็นอาการหลักของโรคหรืออาการแทรกซ้อน รวมถึงอาการข้างเคียงที่สามารถเกิดได้จากการรับประทานยาก็จะมีตัวยาประกอบ ที่สามารถไปควบคุมฤทธิ์ยาที่อาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนได้ นอกจากนี้ยาหม้อยังเป็นตัวยาที่ดูดซึมได้ง่าย ออกฤทธิ์เร็ว และมีวิธีการเตรียมที่ง่ายและสะดวกอีกด้วย

 
ความแตกต่างระหว่างการรักษาด้วยยาหม้อและยาแผนปัจจุบัน
ยา หม้อจะมีข้อดีในการรักษาที่เราจะเน้นการรักษาจากสาเหตุของโรค อีกทั้งตัวยาก็จะมีทั้งตัวยาที่ออกฤทธิ์เพื่อครอบคลุมอาการทั้งหมด ทั้งอาการหลัก อาการรอง และอาการข้างเคียงต่างๆ และการรับประทานยาหม้อยังเป็นยาที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย โดยไม่ต้องแปรรูปยา ทำให้อวัยวะภายใน เช่น ตับและไต ไม่ต้องทำงานหนักในการแปรรูปยา เพื่อการออกฤทธิ์และกำจัดออกจากร่างกาย

อย่าง ไรก็ตาม ยาหม้อจะมีข้อเสีย ในเรื่องของสี กลิ่นและรสชาติในการรับประทาน อีกทั้งยาต้มไม่สามารถเก็บไว้ได้นานเนื่องจากขึ้นราได้ง่าย ส่วนยาแผนปัจจุบัน มักจะเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ แต่จะมีข้อดีตรงที่ยาแผนปัจจุบัน จะเป็นการรักษาตามอาการ แบบทันทีทันใด สามารถรักษาได้อย่างฉับพลัน อย่างเช่น หากมีอาการปวดมาก ก็อาจจะเป็นการรักษาโดยการฉีดยาเพื่อลดอาการปวดได้อย่างทันทีทันใด และตัวยาก็สามารถเก็บรักษาได้เป็นเวลานาน

 
ใครที่เหมาะและไม่เหมาะกับการกินยาหม้อ
ยา หม้อสามารถรักษาโรคได้ทุกโรคทั่วไปตามแพทย์แผนปัจจุบัน สามารถรับประทานได้ทุกคน ยกเว้น ในกลุ่มของโรคที่อาจต้องรักษาโดยต้องใช้เครื่องมือแพทย์เฉพาะทางเป็นพิเศษ ซึ่งการกินยาหม้ออาจมีข้อควรระวัง ในแต่ละรายบุคคลไป และขึ้นกับยาสมุนไพรแต่ละตัวที่ใช้ในการรักษา หากมีอาการในเรื่องโรคประจำตัว เช่น แพ้เกสรดอกไม้ แพ้สมุนไพรบางชนิด มีความผิดปกติของตับ ไต และทางเดินปัสสาวะ สตรีมีครรภ์ เป็นต้น ซึ่งเราก็จะหลีกเลี่ยงการใช้ยาสมุนไพรนั้นๆ ที่อาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการข้างเคียงได้ โดยใช้ตัวยาอื่นที่มีสรรพคุณใกล้เคียงกันแทน นอกจากนี้ เนื่องด้วยยาหม้อมีสี กลิ่น รส ที่ไม่น่ารับประทาน จึงอาจไม่เหมาะที่จะใช้ในการรักษาเด็กและผู้ที่ไม่สามารถยอมรับในเรื่องสี กลิ่นและ รสของยาได้

 
อันตรายจากการกินยาหม้อ
สำหรับ อันตรายจากยาหม้อนั้นนับว่ามีอยู่ เช่น อันตรายจากเชื้อรา วัตถุดิบ ฤทธิ์ของยา ซึ่งเราคงจะต้องระวังในเรื่องของวัตถุดิบตัวยา ที่เราจะนำมาใช้ เป็นยาหม้อ โดยสิ่งที่อยากให้ระวังในเรื่องแรกคือ ความสะอาดของตัวยา ไม่ควรที่จะมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ เช่น เศษดิน หนอน มด แมลงตัวเล็กๆ เป็นต้น การระวังในเรื่องของเชื้อราที่มากับตัวยาสมุนไพรที่มีความชื้นหรือจากการที่ เก็บยาหม้อไว้เป็นเวลานานเกินไป เพราะหากรับประทานเข้าไปย่อมไม่ดีต่อร่างกายเป็นแน่ หรือแม้กระทั่งยาบางตัวที่มีฤทธิ์แรง ก็จะต้องทำการสะตุ ประสะ หรือฆ่าฤทธิ์ยาเสียก่อน เพื่อทำให้ฤทธิ์ยาอ่อนลงจนสามารถนำมาใช้ได้โดยไม่เกิดอันตรายใดๆ ต่อร่างกาย

 
วิธีการกินและเก็บรักษายาหม้อที่ถูกต้อง
ให้ รับประทานยาในเวลาท้องว่าง คือ ก่อนอาหาร เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้ดี และวิธีในการเก็บรักษายาหม้อที่ถูกต้องคือ ยาหม้อโดยปกติสามารถต้มกินได้ไม่เกิน 7-10 วัน หรือจนกว่าตัวยาจืด แต่จะต้องอุ่นยาเช้า-เย็น เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดเชื้อรา และทำให้ยาหม้อบูด หรือเสียได้

คุณยายญี่ปุ่นวัย 114 ปีครองสถิติผู้หญิงอายุยืนที่สุดในโลก



สำนักข่าวเอพีรายงานจากเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 27 ก.พ.ว่า นางมิซาโอะ โอกาวา หญิงชราชาวญี่ปุ่นวัย 114 ปี ทายาทของช่างตัดเย็บกิโมโนท้องถิ่น ได้รับการบันทึกจากหนังสือบันทึกสถิติโลก “กินเนสส์” ให้เป็นสตรีผู้มีอายุยืนที่สุดในโลก

โอกาวากล่าวหลังได้รับมอบใบประกาศเกียรติคุณ และบันทึกภาพร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ “กินเนสส์ บุ๊ค ออฟ เวิลด์ เรคคอร์ด” ว่า การได้รับเกียรติครั้งนี้ถือเป็นของขวัญสำคัญสำหรับวันเกิดฉลองอายุครบ 115 ปีของเธอ ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 5 มี.ค.นี้

เมื่อ ถูกถามถึงเคล็ดลับในการใช้ชีวิตเพื่อให้มีอายุยืน โอกาวาซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ที่สถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุในเมืองโอซากากล่าว เพียงว่า ขอให้ตั้งใจรักษาสุขภาพอย่างสม่ำเสมอก็น่าจะเพียงพอ

ส่วน สถิติชายที่มีอายุยืนที่สุดในโลกเป็นของชาวญี่ปุ่นเช่นกัน คือนายจิโระเอมอน คิมูระ ปัจจุบันมีอายุ 115 ปี ทำให้ญี่ปุ่นครองสถิติประเทศที่มีผู้สูงวัยอายุเกิน 100 ปีมากที่สุดในโลกอีกด้วย โดยสถิติล่าสุดของรัฐบาลญี่ปุ่นระบุมีจำนวนมากกว่า 51,000 คน