วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556
5 สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงก่อนออกกำลังกาย
หลาย ๆ คนมักจะกินตามใจปาก เพราะคิดว่าร่างกายจะเผาผลาญอาหารทั้งหมดด้วยการออกกำลังกายภายในครั้งเดียว แต่จริง ๆ แล้วหากคุณอยากจะมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงนั้น ก็ควรควบคุมอาหารไปพร้อม ๆ กับการออกกำลังกายด้วย เพราะหากคุณรับประทานอาหารไม่ถูกต้อง อาหารเหล่านั้นก็จะให้โทษมากกว่าให้คุณประโยชน์กับร่างกาย ง้นเรามาดูกันดีกว่าว่ามีอาหารประเภทใดบ้างที่ไม่ควรรับประทานก่อนออกกำลัง กาย
1. อาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูง
เพราะ น้ำตาลที่ผสมอยู่ในของหวานหรือขนมหวานต่าง ๆ ทำให้อาหารเหล่านี้มีสารคาร์โบไฮเดรตสูง และเมื่อร่างกายของคุณรับคาร์โบไฮเดรตเข้าไปมาก ๆ ก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง เกิดอาการหน้ามืดตาลายในระหว่างออกกำลังกายหรืออาจสูญเสียการควบคุมร่างกาย ก็ได้ ทางที่ดีหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนี้ไว้ดีกว่า 2. อาหารฟาสต์ฟู้ด
การ ไปออกกำลังกายแค่ 1-2 ชั่วโมง ไม่สามารถเผาผลาญไขมันที่คุณได้รับจากแฮมเบอร์เกอร์ เฟรนช์ฟราย อาหารสุดโปรดของคุณได้หรอก เพราะในอาหารเหล่านั้นมีปริมาณไขมันสูงมาก ซึ่งกว่าร่างกายของคุณจะย่อยไขมันได้ก็ใช้เวลาตั้ง 4 ชั่วโมง เป็นช่วงที่กระเพาะอาหารของคุณทำงานหนักมาก จึงทำให้ร่างกายต้องดึงเลือดจากส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ส่งไปยังกระเพาะอาหารเพื่อย่อยไขมัน ก็เลยทำให้คุณรู้สึกเฉื่อยชาไม่ค่อยอยากจะขยับแขนยับขาออกกำลังมากสักเท่า ไหร่นั่นเอง
3. ช่วงท้องว่าง
ปกติ ร่างกายจะดึงพลังงานที่ได้จากอาหารมาใช้ แต่เมื่อท้องว่างร่างกายของคุณก็จะดึงพลังงานสำรองหรือดึงไกลโคเจนมาใช้แทน ซึ่งหากระดับไกลโคเจนลดลง ก็จะทำให้ร่างกายของคุณอ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายขึ้น ดังนั้นก่อนออกกำลังกายก็ควรทานอาหารรองท้องสักหน่อย เช่น ผลไม้สักชิ้นสองชิ้น กล้วยสักใบ หรือโยเกิร์ตสักถ้วย เอาไว้เพิ่มพลังงานสำหรับออกกำลังกายหน่อยก็ดี
4. เครื่องดื่มให้พลังงาน
เพราะ เครื่องดื่มประเภทนี้มีส่วนผสมคาเฟอีน (รวมทั้งมีปริมาณน้ำตาลมาก) ซึ่งคาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นประสาททำให้นอนไม่หลับ ส่งผลทำให้ร่างกายของคุณพักผ่อนไม่เพียงพอ แล้วคุณจะรู้สึกอ่อนเพลีย รวมทั้งรู้สึกพะอืดพะอมตลอดเวลา
5. ไข่ไก่ดิบ
บาง คนคิดว่าการรับประทานไข่ไก่ดิบจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ แต่จริง ๆ แล้วการรับประทานไข่ไก่ดิบนั้น นอกจากจะไม่ได้ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อของคุณแล้ว ยังอาจทำให้คุณท้องเสียได้ง่าย ๆ อีกด้วย ดังนั้นคุณก็เปลี่ยนมารับประทานไข่ไก่ต้มสุกจะดีกว่า
เห็น ไหมครับว่านอกจากการออกกำลังกายแล้ว การเลือกรับประทานอาหารก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ถ้ารับประทานอาหารที่มีคุณค่าก็จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของคุณ แต่หากคุณทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ก็จะทำให้คุณอ่อนเพลีย และส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณด้วย นอกจากนี้ควรทานก่อนเริ่มออกกำลังกายประมาณ 45 นาที เพื่อสะสมพลังงานเอาไว้ก่อนเลย และจะได้ไม่รู้สึกอึดอัดยามต้องออกแรงอีกด้วย
วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556
เว็บไซต์ต่างชาติเปิดเผย 5 สาเหตุ ว่าทำไมระดับภาษาอังกฤษคนไทยรั้งท้ายในอาเซียน
เว็บไซต์ TastyThailand ออกมาเปิดเผยบทความน่าสนใจ โดยตั้งหัวข้อว่า ทำไมภาษาอังกฤษของไทยถึงแย่อันดับท้ายๆในอาเซียน เพราะระบบการศึกษางั้นหรือ? และออกมาวิเคราะห์ว่าทำไมถึงเป็นเพราะสาเหตุนั้น
เราลองมาอ่านดูและพิจารณาว่าเป็นจริงแค่ไหนที่ระบบการศึกษาไทย ทำให้เด็กไทยไม่เก่งอังกฤษสักที….

- ระบบการศึกษาไทยเน้นท่องจำ
ระบบการศึกษาไทยสอนให้เด็กท่องจำจากที่ครูสอน แกรมมาร์และคำศัพท์ถูกเขียนบนกระดานดำ ให้เด็กอ่านและจำ ซึ่งไม่มีการวิเคราะห์พูดคุย หรือตั้งคำถามคำตอบเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ตอนเรียน

- ไม่มีการสอนคิดแบบวิเคราะห์
การเรียนการสอนของไทยนั้น สอนให้รับรู้ ไม่ต้องคิดและไม่ต้องถามว่าสิ่งที่สอนนั้นถูกต้องจริงหรือ ซึ่งคนไทยต้องหัดคิดวิเคราะห์เพื่อแยกแยะโครงสร้างซับซ้อนของภาษา แต่พวกเขาทำไม่ได้ รวมถึงการขาดความสามารถด้านนี้ ทำให้คนไทยไม่กล้าพูดอังกฤษเข้าไปอีก
- ครูไทยด้อยคุณภาพ
ข้อนี้อาจจะกระทบครูหลายคน ครูไทยไม่ใช่บุคลากรที่ยอดเยี่ยมมากทางด้านภาษาอังกฤษ แถมยังเติบโตมาพร้อมกับการสอนภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยได้มาตรฐาน รวมถึงตัวครูเองก็ไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยมนั่นเอง

- ครูต่างชาติไม่ได้มาตรฐาน
เมื่อครูไทยด้อยคุณภาพ หลายๆโรงเรียนมีแนวคิดจ้างครูต่างชาติ แต่เนื่องจากไม่สามารถจ่ายเงินเดือนสูงมาก ทำให้บางครั้งก็ได้ครูไม่มีมาตรฐาน เช่น จบปริญญาแต่ไม่ได้เรียนด้านการสอน ไม่มีวุฒิปริญญา หรือที่ร้ายสุดคือใช้วุฒิปริญญาปลอมมาสมัครเป็นครู

- กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการไทย แม้จะมีการเปลี่ยนนโยบายมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ช่วยพัฒนาการศึกษาไทยได้ คงต้องรอให้ระบบมาตรฐานกระทรวงและครูไทยสูงขึ้น อย่างเช่นจ่ายเงินเดือนครูมากขึ้น ดึงดูดคนมีความสามารถมาทำงานเป็นครูให้ได้

เราลองมาอ่านดูและพิจารณาว่าเป็นจริงแค่ไหนที่ระบบการศึกษาไทย ทำให้เด็กไทยไม่เก่งอังกฤษสักที….
- ระบบการศึกษาไทยเน้นท่องจำ
ระบบการศึกษาไทยสอนให้เด็กท่องจำจากที่ครูสอน แกรมมาร์และคำศัพท์ถูกเขียนบนกระดานดำ ให้เด็กอ่านและจำ ซึ่งไม่มีการวิเคราะห์พูดคุย หรือตั้งคำถามคำตอบเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ตอนเรียน
- ไม่มีการสอนคิดแบบวิเคราะห์
การเรียนการสอนของไทยนั้น สอนให้รับรู้ ไม่ต้องคิดและไม่ต้องถามว่าสิ่งที่สอนนั้นถูกต้องจริงหรือ ซึ่งคนไทยต้องหัดคิดวิเคราะห์เพื่อแยกแยะโครงสร้างซับซ้อนของภาษา แต่พวกเขาทำไม่ได้ รวมถึงการขาดความสามารถด้านนี้ ทำให้คนไทยไม่กล้าพูดอังกฤษเข้าไปอีก
ข้อนี้อาจจะกระทบครูหลายคน ครูไทยไม่ใช่บุคลากรที่ยอดเยี่ยมมากทางด้านภาษาอังกฤษ แถมยังเติบโตมาพร้อมกับการสอนภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยได้มาตรฐาน รวมถึงตัวครูเองก็ไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยมนั่นเอง
- ครูต่างชาติไม่ได้มาตรฐาน
เมื่อครูไทยด้อยคุณภาพ หลายๆโรงเรียนมีแนวคิดจ้างครูต่างชาติ แต่เนื่องจากไม่สามารถจ่ายเงินเดือนสูงมาก ทำให้บางครั้งก็ได้ครูไม่มีมาตรฐาน เช่น จบปริญญาแต่ไม่ได้เรียนด้านการสอน ไม่มีวุฒิปริญญา หรือที่ร้ายสุดคือใช้วุฒิปริญญาปลอมมาสมัครเป็นครู
- กระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการไทย แม้จะมีการเปลี่ยนนโยบายมาหลายครั้ง แต่ก็ไม่ช่วยพัฒนาการศึกษาไทยได้ คงต้องรอให้ระบบมาตรฐานกระทรวงและครูไทยสูงขึ้น อย่างเช่นจ่ายเงินเดือนครูมากขึ้น ดึงดูดคนมีความสามารถมาทำงานเป็นครูให้ได้

วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ผลสำรวจเผย 10 อันดับภาษา เรียนแล้วมีโอกาสได้งานมากที่สุดในอังกฤษ
ในยุคนี้ ว่ากันว่าการเรียนรู้แค่ 2 ภาษา คือภาษาไทยของเรา และภาษาอังกฤษ อาจจะไม่เพียงพอต่อการทำงานในอนาคต โดยเฉพาะหลังการเปิดประชาคมอาเซียน จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาที่ 3 เอาไว้อีกด้วยเพื่ออนาคตของเราเอง
คราวนี้เรามีผลสำรวจน่าสนใจจากทางอังกฤษ ว่าผู้จัดการบริษัทต่างๆแนะนำให้เรียนภาษาอะไร มาจัดเป็น 10 อันดับภาษาที่มีโอกาสได้งานทำมากที่สุดในอังกฤษ ลองมาชมกันเลยนะครับ….

10. Portuguese
เนื่องจากการเจริญเติบโตของอเมริกา โดยเฉพาะบราซิล ที่จะได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2014 ตามด้วยโอลิมปิค 2016 จึงเป็นโอกาสอันดีที่เศรษฐกิจจะขยายตัว การจ้างงานและโอกาสทำงานของคนพูดโปรตุกีสได้ก็ย่อมมีมากขึ้น

9. Japanese
ในเมืองไทยก็มีคนญี่ปุ่นมาอยู่อาศัยมาก รวมถึงบริษัทญี่ปุ่นที่มาลงทุนอีกนับไม่ถ้วน การเรียนภาษาญี่ปุ่นจึงเป็นโอกาสอันดีให้เราได้มีงานทำ ทั้งในไทยและต่างประเทศ

8. Russian
จากผลสำรวจล่าสุด พบว่ารัสเซียเป็นประเทศเศรษฐกิจที่เป็นเป้าหมายหลักของทางอังกฤษ มีการเจริญเติบโตของแนวโน้มการบริโภคภายในประเทศ ที่นำเข้าสินค้าจากต่างชาติมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

7. Cantonese (ภาษาจีนกวางตุ้ง)
มีคนพูดภาษาจีนกลางเป็นภาษาแม่มากกว่า 70 ล้านคนทั่วโลก แถมยังเป็นภาษาราชการของทางฮ่องกง ซึ่งน่าลงทุนและมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมากในเอเชีย การเรียนรู้ภาษาจีนจึงช่วยได้เป็นอย่างยิ่ง

6. Arabic
แหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก หนึ่งในนั้นคือตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเทศกาตาร์ที่เศรษฐีต่างขนเงินไปลงทุนในต่างประเทศอย่างมหาศาล การได้เรียนรู้ภาษานี้เหมือนกับการเปิดโลกธุรกิจให้กว้างขึ้นนั่นเอง
5. Polish
เหล่าผู้จัดการในอังกฤษประมาณ 19% เห็นตรงกันว่าประเทศโปแลนด์คืออีกหนึ่งประเทศที่มีอัตราการบริโภคเติบโต และสั่งนำเข้าสินค้าจากอังกฤษสูงมาก ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นอะไรที่น่าสนใจจากประเทศนี้ก็ได้ และยังมีชาวต่างชาติที่รู้ภาษานี้ไม่มากนักด้วย

4. Mandarin (ภาษาจีนกลาง)
ภาษาที่มีคนพูดกันมากที่สุดในโลก และยังเป็นภาษาราชการของประเทศจีน ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับต้นๆของโลก เป็นที่คาดการณ์ว่าจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลกยุคใหม่ คงจะเป็นเรื่องดีที่เราจะหัดเรียนรู้ภาษานี้เอาไว้

3. Spanish
ภาษาสเปน นอกจากจะใช้ในประเทศสเปนแล้ว ยังถือเป็นภาษาที่ใช้มากเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยเฉพาะในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งช่วงหลังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ โดยผลการสำรวจกว่า 37% เห็นตรงกันว่าภาษาสเปนนั้นจำเป็นต่อโลกธุรกิจในอนาคต

2. French
ถึงแม้ว่าช่วงหลังความนิยมของการเรียนภาษาฝรั่งเศสลดน้อยลงไป และมีการเน้นเปิดหลักสูตรภาษาอังกฤษในประเทศฝรั่งเศสมากขึ้น แต่เหล่าผู้จัดการบริษัทกว่า 49% ยืนยันว่าภาษาฝรั่งเศสจำเป็นต่อบริษัทเป็นอย่างมาก

1. German
ประเทศเยอรมัน มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป พร้อมกับเทคโนโลยีที่น่าสนใจมีชื่อเสียงเป็นระดับโลก จึงไม่แปลกใจที่บริษัทอังกฤษล้วนอยากจะจ้างคนที่รู้ภาษาเยอรมันเพื่อทำงาน ด้วย เพราะสามารถหาผลประโยชน์จากประเทศใหญ่นี้ได้นั่นเอง
คราวนี้เรามีผลสำรวจน่าสนใจจากทางอังกฤษ ว่าผู้จัดการบริษัทต่างๆแนะนำให้เรียนภาษาอะไร มาจัดเป็น 10 อันดับภาษาที่มีโอกาสได้งานทำมากที่สุดในอังกฤษ ลองมาชมกันเลยนะครับ….
10. Portuguese
เนื่องจากการเจริญเติบโตของอเมริกา โดยเฉพาะบราซิล ที่จะได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2014 ตามด้วยโอลิมปิค 2016 จึงเป็นโอกาสอันดีที่เศรษฐกิจจะขยายตัว การจ้างงานและโอกาสทำงานของคนพูดโปรตุกีสได้ก็ย่อมมีมากขึ้น
9. Japanese
ในเมืองไทยก็มีคนญี่ปุ่นมาอยู่อาศัยมาก รวมถึงบริษัทญี่ปุ่นที่มาลงทุนอีกนับไม่ถ้วน การเรียนภาษาญี่ปุ่นจึงเป็นโอกาสอันดีให้เราได้มีงานทำ ทั้งในไทยและต่างประเทศ
8. Russian
จากผลสำรวจล่าสุด พบว่ารัสเซียเป็นประเทศเศรษฐกิจที่เป็นเป้าหมายหลักของทางอังกฤษ มีการเจริญเติบโตของแนวโน้มการบริโภคภายในประเทศ ที่นำเข้าสินค้าจากต่างชาติมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
7. Cantonese (ภาษาจีนกวางตุ้ง)
มีคนพูดภาษาจีนกลางเป็นภาษาแม่มากกว่า 70 ล้านคนทั่วโลก แถมยังเป็นภาษาราชการของทางฮ่องกง ซึ่งน่าลงทุนและมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมากในเอเชีย การเรียนรู้ภาษาจีนจึงช่วยได้เป็นอย่างยิ่ง
6. Arabic
แหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก หนึ่งในนั้นคือตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเทศกาตาร์ที่เศรษฐีต่างขนเงินไปลงทุนในต่างประเทศอย่างมหาศาล การได้เรียนรู้ภาษานี้เหมือนกับการเปิดโลกธุรกิจให้กว้างขึ้นนั่นเอง
เหล่าผู้จัดการในอังกฤษประมาณ 19% เห็นตรงกันว่าประเทศโปแลนด์คืออีกหนึ่งประเทศที่มีอัตราการบริโภคเติบโต และสั่งนำเข้าสินค้าจากอังกฤษสูงมาก ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นอะไรที่น่าสนใจจากประเทศนี้ก็ได้ และยังมีชาวต่างชาติที่รู้ภาษานี้ไม่มากนักด้วย
4. Mandarin (ภาษาจีนกลาง)
ภาษาที่มีคนพูดกันมากที่สุดในโลก และยังเป็นภาษาราชการของประเทศจีน ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับต้นๆของโลก เป็นที่คาดการณ์ว่าจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลกยุคใหม่ คงจะเป็นเรื่องดีที่เราจะหัดเรียนรู้ภาษานี้เอาไว้
3. Spanish
ภาษาสเปน นอกจากจะใช้ในประเทศสเปนแล้ว ยังถือเป็นภาษาที่ใช้มากเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยเฉพาะในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งช่วงหลังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ โดยผลการสำรวจกว่า 37% เห็นตรงกันว่าภาษาสเปนนั้นจำเป็นต่อโลกธุรกิจในอนาคต
2. French
ถึงแม้ว่าช่วงหลังความนิยมของการเรียนภาษาฝรั่งเศสลดน้อยลงไป และมีการเน้นเปิดหลักสูตรภาษาอังกฤษในประเทศฝรั่งเศสมากขึ้น แต่เหล่าผู้จัดการบริษัทกว่า 49% ยืนยันว่าภาษาฝรั่งเศสจำเป็นต่อบริษัทเป็นอย่างมาก
1. German
ประเทศเยอรมัน มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป พร้อมกับเทคโนโลยีที่น่าสนใจมีชื่อเสียงเป็นระดับโลก จึงไม่แปลกใจที่บริษัทอังกฤษล้วนอยากจะจ้างคนที่รู้ภาษาเยอรมันเพื่อทำงาน ด้วย เพราะสามารถหาผลประโยชน์จากประเทศใหญ่นี้ได้นั่นเอง
วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
เจ้าหญิงเคททรงมีพระประสูติกาลพระโอรส
ดร.มาร์คัส เซตเชล นรีแพทย์ประจำพระองค์ของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 และเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ทำคลอดให้เจ้าหญิงเคทถูกราชองครักษ์นำไปยังพระราชวัง บักกิ้งแฮม จากโรงพยาบาลเซนต์แมรี ภายใต้การคุ้มกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ที่ลานหน้าพระราชวัง มีการติดประกาศว่า ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ มีพระประสูติกาลพระโอรส เมื่อเวลา 16:24น. พระโอรสมีน้ำหนัก 8.6 ปอนด์ (ราว 3.8 กก.) ทั้งสองพระองค์มีพระวรกายแข็งแรงดี
ขณะสมเด็จพระราชินี, เจ้าชายฟิลิปดยุคแห่งเอดินเบอระ , เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เจ้าชายแห่งเวลส์, เจ้าหญิงคามิลลา ดัชเชสแห่งคอนวอลล์, เจ้าชายแฮรี และเชื้อพระวงศ์องค์อื่นๆ ทรงทราบเรื่องพระประสูติกาลและร่วมยินดีไปกับข่าวนี้
นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ทวีตลงเว็บไซต์ทวิตเตอร์ว่า ขอแสดงความยินดีแด่ดยุคและดัชเชสทั้งสอง ที่ตอนนี้พระโอรสของพระองค์ประสูติแล้ว ทั่วทั้งประเทศจะร่วมเฉลิมฉลอง ทั้งสองพระองค์จะเป็นพระบิดา และพระมารดาที่ยอดเยี่ยม
ทั้งนี้ เจ้าชายน้อยจะดำรงพระอิสริยยศเป็น เจ้าชายแห่งเคมบริดจ์ และรัชทายาทลำดับที่ 3 แห่งราชวงศ์อังกฤษ ถัดจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์พระอัยกา (ปู่) และเจ้าชายวิลเลียมพระบิดา
ส่วนเรื่องพระนามของสมาชิกใหม่แห่งราชวงศ์วินเซอร์องค์นี้ แม็กซ์ ฟอสเตอร์ ผู้สื่อข่าวในราชสำนักของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเชื่อว่า จะมีการประกาศพระนามของเจ้าชายน้อยเมื่อดยุคและดัชเชสเสด็จออกจากโรงพยาบาล แล้ว
วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
"หมั่นโถว"
"หมั่นโถว" หรือแป้งนึ่งก้อนกลมๆ สีขาวไม่มีไส้ ที่นิยมกินกับขาหมูนั้นก็มีที่มาและตำนานกับเขาด้วยเหมือนกัน
ตำนาน ของหมั่นโถวก็มีอยู่ว่า ในสมัยสามก๊ก (ค.ศ.220-280) ชนพื้นเมืองทางใต้ของแคว้นสู่ที่เรียกตนเองว่า "หนันหมัน" ชอบก่อความวุ่นวายโดยยกทหารมาโจมตีแคว้นสู่อยู่บ่อยครั้ง ครั้งหนึ่งหัวหน้าเผ่านามว่าเมิ่งฮั่วนำทัพมา จูเก๋อเลี่ยงหรือขงเบ้งจึงต้องนำทหารออกปราบปรามด้วยตนเองจนได้ชัยชนะ และได้กวาดต้อนเชลยกลับมาด้วย
เมื่อเดินทางมาถึงแม่น้ำหลูซุ่ย ซึ่งเป็นแดนเถื่อนไม่มีผู้คนอาศัย แถมอากาศก็เป็นพิษไม่สะอาด จึงมีผู้เสนอความคิดให้บั่นหัวเชลยศึกเผ่าหนันหมัน นำมาเซ่นไหว้บูชาเทพเจ้าประจำแม่น้ำสายนี้เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับ เหล่าทหาร แต่ขงเบ้งไม่เห็นด้วย จึงคิดอุบายนำแป้งมาปั้นเป็นรูปหัวคนห่อไส้เนื้อแกะและวัวและนำไปนึ่ง แล้วนำไปเซ่นไหว้บูชาแม่น้ำแทน ครั้งนั้นทหารจึงเดินทางข้ามแม่น้ำมาได้โดยปลอดภัย
นับแต่นั้นแป้งนึ่งก้อนกลมนี้จึงก็ถูกเรียกว่า "หมั่นโถว" ซึ่งแปลว่า หัวเชลยเผ่าหมัน และทำตกทอดกันมาจนแพร่หลายไปทั่ว โดยในอดีตนั้นหมั่นโถวยังเป็นแบบมีไส้และมีขนาดใหญ่ แต่มาปัจจุบันหมั่นโถวในแต่ละท้องถิ่นก็มีการปรุงแตกต่างกันไปสารพัดแบบ
บ้าง ก็ไม่ยึดถือตามตำนานนี้ เพราะเชื่อว่าหมั่นโถวมีมาตั้งแต่ยุคชุนชิว-จั้นกั๋ว (770-221 B.c.) เพราะเวลานั้นชาวจีนรู้จักการใช้ครกสากและโม่ และมีการนำรำข้าวสาลีมาผลิตเป็นอาหารแล้ว
แต่ไม่ว่าหมั่นโถวจะเกิดมาตั้งแต่ยุคสมัยไหน ก็ยังเป็นของกินอร่อยได้จนมาถึงปัจจุบันเลยทีเดียว
นอนดึก-ตื่นเช้า กินอะไรให้สดชื่น
ใคร ที่ชอบนอนดึกตื่นเช้า จะด้วยภาระหน้าที่การงาน ติดหนังติดละคร นอนดูบอลยามดึก กว่าจะได้ล้มตัวลงนอนก็ปาเข้าไปค่อนคืน แถมยังต้องตื่นแต่เช้ามาผจญกับวันใหม่ ยังไงๆ ก็ต้องง่วงหงาวหาวนอนกันเป็นธรรมดา แถมยังทำให้ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเหมือนกับวันที่พักผ่อนเต็มที่อีกด้วย
และ อาหารที่กินเข้าไปก็เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ความสดชื่นกลับมาเยือนอีก ครั้ง “108 เคล็ดกิน” ก็มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากสดชื่นในยามเช้า เริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่ควรกินกันก่อน นั่นคือ อาหารทอด หรืออาหารมัน อาหารเค็มจัด และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะอาหารเหล่านี้จะยิ่งทำให้อาการนอนน้อยแย่ลงไปอีก
ส่วนอาหารที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายก็คือ อาหารพวกผัก ผลไม้ อาหารจำพวกนี้จะมีโครเมียม ที่ช่วยให้รักษาระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย โดยเฉพาะในแอปเปิ้ล กล้วย และมันฝรั่ง
อาหารที่มีวิตามินบี และซี วิตามิน บีจะช่วยลดอาการนอนไม่หลับ ช่วยให้สมองผ่อนคลาย และทำให้ประสาทตื่นตัว พบมากในข้าวกล้อง ธัญพืชต่างๆ ไข่ เนื้อสัตว์ เป็นต้น ส่วนวิตามินซี จะช่วยต้านความเหนื่อยล้าของร่างกาย สร้างภูมิต้านทาน พบมากในผักและผลไม้สด และผลไม้รสเปรี้ยวต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่าจากความเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดด้วย
ควรกินอาหารเบาๆ ย่อยง่ายๆ กระเพาะ จะได้ไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไป อย่างเช่น กินเนื้อปลา จะได้โปรตีนที่ย่อยง่าย ได้รับไขมันชนิดดี เช่นโอเมก้า 3 ที่จะช่วยบำรุงสมอง สร้างสมาธิและความจำให้ดีขึ้นเวลาอดนอน กินถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าวสาลี และธัญพืชต่างๆ นอกจากจะย่อยง่ายแล้ว ก็ยังมีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยบำรุงประสาท และช่วยให้จิตใจแจ่มใสสดชื่น
สุดท้าย ต้องดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อ เรียกความสดชื่นให้กลับคืนมา การที่พักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ และอาจเกิดอาการร้อนใน การดื่มน้ำเข้าไปชดเชยให้เพียงพอนั้นจะช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลเข้าสู่ภาวะ ปกติได้ และกลับมาสดชื่นเหมือนเดิม
แต่ข้อสำคัญ ก็ไม่ควรนอนน้อยเกินไป หรืออดนอนบ่อยๆ เพราะจะทำให้ร่างกายทรุดโทรม หน้าตาไม่ผ่องใส ไม่สดชื่น
วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556
7 ข้อดี ของการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศหลายๆภาษา ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน
การเรียนภาษาต่างประเทศให้
รู้หลายๆภาษา นอกจากจะทำให้เราสามารถทำความเข้าใจ
สื่อสารกับเพื่อนต่างชาติได้ หรือมีโอกาสทำงานดีๆได้มากขึ้นแล้ว
ยังมีประโยชน์แฝงอีกมากมายหลายอย่าง
การวิจัยล่าสุดได้เปิดเผยข้อมูลให้เราได้รู้อีกว่า นอกจากประโยชน์หลักๆโดยตรงแล้ว การเรียนหลายๆภาษายังมีข้อดีกับเราอีกมากมาย ลองมาดูกันเลยว่าอะไรบ้าง

1. ทำให้เราฉลาดขึ้นกว่าเดิม
การเรียนรู้ภาษาใหม่ ทำให้สมองเราได้ทำงานและแก้ไขปัญหา ทั้งการเรียนรู้จดจำ การแปลความหมาย รูปแบบประโยคที่ต่างกัน ทำให้นักเรียนที่รู้หลายภาษามีโอกาสทำคะแนนในวิชาอื่นๆดีกว่านักเรียนที่รู้ เพียงภาษาเดียวด้วย
2. ช่วยในการทำงานหลายๆอย่างพร้อมกัน
คนที่สามารถเรียนรู้หลายภาษา จะมีความสามารถในการทำงานได้พร้อมกัน รวมถึงสามารถรับรู้ถึงสถานการณ์ต่างๆรอบตัวได้อย่างดี เป็นผลจากการฝึกเรียนรู้การพูด ฟัง เขียน ในรูปแบบที่ต่างกันนั่นเอง ผลวิจัยยังพบว่าคนที่รู้หลายภาษา ขับรถได้ผิดพลาดน้อยกว่าด้วยล่ะ

3. ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอัลไซเมอร์
เปรียบเทียบข้อมูลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งคนที่เรียนรู้ภาษาเดียวจะเป็นอัลไซเมอร์เฉลี่ยที่อายุ 71.4 ปี แต่คนที่มีความรู้หลายภาษา จะสามารถยืดความทรงจำดีๆไปได้ถึง 75.5 ปี
4. เพิ่มความทรงจำ
การศึกษาพบว่าการใช้งานสมองเรียนภาษาใหม่ จะทำให้เกิดการจดจำบ่อยๆ สามารถช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บความทรงจำให้เราได้มากขึ้น เช่นเดียวกับฝึกวิดพื้นบ่อยๆแล้วแขน หรือร่างกายช่วงบนจะแข็งแรงขึ้นนั่นเอง

5. เสริมความสามารถ ในการรับรู้แยกแยะข้อมูล
มหาวิทยาลัยในสเปน พบว่าการเรียนรู้หลายภาษา ช่วยให้เรามีความสามารถในการแยกแยะข้อมูล กลั่นกรองถึงความถูกต้อง รวมถึงคนที่มีความสามารถในภาษาต่างๆ จะมีโอกาสวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาผิดพลาดน้อยกว่าคนที่ใช้ภาษาเดียว
6. เพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ
มหาวิทยาลัยชิคาโก้ ในสหรัฐอเมริกา ระบุว่าการรับรู้คำศัพท์ใหม่ๆ จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้คำศัพท์ได้ดีขึ้น ส่งผลถึงความสามารถในการตัดสินใจที่เพิ่มมากขึ้น ช่วยให้เลือกทำสิ่งต่างๆได้เป็นอย่างดี

7. ใช้ภาษาหลักได้เก่งกว่าเดิม
การเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ทำให้เราจับรูปแบบภาษาหลายๆภาษาทั่วโลก ซึ่งล้วนแต่มีรากมาจากการพูดเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงส่งผลทางอ้อมให้สามารถใช้ภาษาหลักของเราได้ดีกว่าเดิม เป็นประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนอีกอย่างหนึ่ง
เห็นแบบนี้แล้วคงจะเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ภาษาใหม่ๆกันแล้วนะครับ โดยเฉพาะในอนาคตที่ดูเหมือนว่าภาษาอังกฤษ เพียงอย่างเดียวคงจะไม่พอ ต้องมีการเรียนภาษาที่ 3 เพิ่มเข้ามาอีก เพื่ออนาคตในการทำงานและการใช้ชีวิตจะได้ไม่เสียเปรียบนั่นเองล่ะครับ…
การวิจัยล่าสุดได้เปิดเผยข้อมูลให้เราได้รู้อีกว่า นอกจากประโยชน์หลักๆโดยตรงแล้ว การเรียนหลายๆภาษายังมีข้อดีกับเราอีกมากมาย ลองมาดูกันเลยว่าอะไรบ้าง
1. ทำให้เราฉลาดขึ้นกว่าเดิม
การเรียนรู้ภาษาใหม่ ทำให้สมองเราได้ทำงานและแก้ไขปัญหา ทั้งการเรียนรู้จดจำ การแปลความหมาย รูปแบบประโยคที่ต่างกัน ทำให้นักเรียนที่รู้หลายภาษามีโอกาสทำคะแนนในวิชาอื่นๆดีกว่านักเรียนที่รู้ เพียงภาษาเดียวด้วย
2. ช่วยในการทำงานหลายๆอย่างพร้อมกัน
คนที่สามารถเรียนรู้หลายภาษา จะมีความสามารถในการทำงานได้พร้อมกัน รวมถึงสามารถรับรู้ถึงสถานการณ์ต่างๆรอบตัวได้อย่างดี เป็นผลจากการฝึกเรียนรู้การพูด ฟัง เขียน ในรูปแบบที่ต่างกันนั่นเอง ผลวิจัยยังพบว่าคนที่รู้หลายภาษา ขับรถได้ผิดพลาดน้อยกว่าด้วยล่ะ
3. ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอัลไซเมอร์
เปรียบเทียบข้อมูลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งคนที่เรียนรู้ภาษาเดียวจะเป็นอัลไซเมอร์เฉลี่ยที่อายุ 71.4 ปี แต่คนที่มีความรู้หลายภาษา จะสามารถยืดความทรงจำดีๆไปได้ถึง 75.5 ปี
4. เพิ่มความทรงจำ
การศึกษาพบว่าการใช้งานสมองเรียนภาษาใหม่ จะทำให้เกิดการจดจำบ่อยๆ สามารถช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บความทรงจำให้เราได้มากขึ้น เช่นเดียวกับฝึกวิดพื้นบ่อยๆแล้วแขน หรือร่างกายช่วงบนจะแข็งแรงขึ้นนั่นเอง
5. เสริมความสามารถ ในการรับรู้แยกแยะข้อมูล
มหาวิทยาลัยในสเปน พบว่าการเรียนรู้หลายภาษา ช่วยให้เรามีความสามารถในการแยกแยะข้อมูล กลั่นกรองถึงความถูกต้อง รวมถึงคนที่มีความสามารถในภาษาต่างๆ จะมีโอกาสวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้มาผิดพลาดน้อยกว่าคนที่ใช้ภาษาเดียว
6. เพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ
มหาวิทยาลัยชิคาโก้ ในสหรัฐอเมริกา ระบุว่าการรับรู้คำศัพท์ใหม่ๆ จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้คำศัพท์ได้ดีขึ้น ส่งผลถึงความสามารถในการตัดสินใจที่เพิ่มมากขึ้น ช่วยให้เลือกทำสิ่งต่างๆได้เป็นอย่างดี
7. ใช้ภาษาหลักได้เก่งกว่าเดิม
การเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ทำให้เราจับรูปแบบภาษาหลายๆภาษาทั่วโลก ซึ่งล้วนแต่มีรากมาจากการพูดเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงส่งผลทางอ้อมให้สามารถใช้ภาษาหลักของเราได้ดีกว่าเดิม เป็นประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนอีกอย่างหนึ่ง
เห็นแบบนี้แล้วคงจะเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ภาษาใหม่ๆกันแล้วนะครับ โดยเฉพาะในอนาคตที่ดูเหมือนว่าภาษาอังกฤษ เพียงอย่างเดียวคงจะไม่พอ ต้องมีการเรียนภาษาที่ 3 เพิ่มเข้ามาอีก เพื่ออนาคตในการทำงานและการใช้ชีวิตจะได้ไม่เสียเปรียบนั่นเองล่ะครับ…
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)