วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

รู้หรือไม่ว่าฟันแท้เริ่มขึ้นเมื่อไร



ระยะเวลาการขึ้นของฟันแท้




รู้หรือไม่ว่าฟันแท้เริ่มขึ้นเมื่อไร
ฟันแท้ขึ้นตอนกี่ขวบ น้า จำกันได้ไหมเอ่ย

ฟัน แท้ซี่แรกเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 6 ปี ได้แก่ ฟันหน้าซี่กลางล่าง และฟันกรามซี่ที่ 1 บนและล่าง ฟันแท้ส่วนใหญ่จะขึ้นมาแทนที่ฟันน้ำนม ยกเว้นฟันกรามแท้ซี่แรก จะขึ้นต่อจากฟันกรามน้ำนมซี่ที่ 2 ฟันแท้มีทั้งหมด 32 ซี่ แบ่งเป็นฟันบน 16 ซี่ ฟันล่าง 16 ซี่

ฟันแท้ขึ้นแล้วควรทำอย่างไร


ถ้าฟันแท้ขึ้นแล้ว แต่ฟันน้ำนมยังไม่หลุด ดังรูปที่ 1 ควรพาเด็กไปพบ
ทันตแพทย์ เพื่อพิจารณาถอนฟันน้ำนม เพื่อไม่ให้กีดขวางการขึ้นของฟันแท้

เมื่อฟันกรามแท้ขึ้น ควรเคลือบหลุมร่องฟัน เพื่อป้องกันฟันผุ

เนื่องจาก
ด้านบดเคี้ยวของฟันกรามมีหลุมร่องมากมาย ทำความสะอาดยาก
โดยฟันกรามแท้จะขึ้นเมื่ออายุ 6 และ 12
ปี

ข้อดีๆ ของการดื่มกาแฟ



กาแฟ หากคุณเป็นคอกาแฟอยู่แล้ว วันนี้เราจะมาบอกข้อดีของการดื่มกาแฟว่าดีต่อสุขภาพ อย่างไรเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา กาแฟและ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนถูกโจมตีว่า ทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิต เป็นหมัน ทำให้ผู้หญิง ตั้งครรภ์แท้งได้หรือทารกน้ำหนักน้อย เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ ซีสต์ในเต้านม และกระดูกพรุน แต่ข้อมูลการวิจัยในปัจจุบันเปิดเผยว่าการดื่มกาแฟเพียงวันละ 1-2 ถ้วยนั้นปลอดภัย และอาจให้ผลดี ถ้าดื่มให้เป็น

นอก จากนี้กาแฟยัง ยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคพาร์คินสัน ลดอันตรายจากตับในผู้ที่มีความเสี่ยงโรคตับ ลดอาการหอบในผู้ที่มีโรคหอบหืด เพิ่มความจำ และสำหรับนักกีฬาเพิ่มความทนและความอึดในกีฬาที่ต้องใช้เวลานาน

สำหรับ ผู้ที่ดื่มกาแฟเพราะ ต้องการแก้ง่วง นักวิจัยแนะนำให้ดื่มปริมาณน้อยๆ แต่กระจายการดื่มออกไปตลอดวัน เช่น แทนที่จะดื่มถ้วยใหญ่ 16 ออนซ์ (500 มล.)ในตอนเช้า ให้ดื่มเพียงครั้งละ 2-3 ออนซ์ (60-90 มล) แต่บ่อยขึ้น กาแฟจะเริ่มออกฤทธิ์ใน 15 นาทีและจะอยู่ในร่างกายนานหลายชั่วโมง และต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงกว่าที่จะถูกขจัดออกจากร่างกาย

 ของดีในกาแฟ
นัก วิจัยของศูนย์วิจัยของศูนย์วิจัยใหญ่ในสวิสเซอร์แลนด์ซึ่งมีบริษัทขาย กาแฟรายใหญ่ของโลกพบว่าเมล็ดกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาเขียวถึง 4 เท่า และยังมากกว่าโกโก้ ชาสมุนไพรและไวน์แดงอีก ที่มากกว่าเพราะผู้บริโภคดื่มกาแฟมากกว่าเครื่องดื่มอื่นๆ แต่สารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟแต่ละถ้วยและแต่ละยี่ห้อนั้นก็ไม่เท่ากันขึ้น กับชนิดของกาแฟ

 กาแฟพันธุ์โรบัสต้า

(Robusta) มีสารต้านอนุมูลอิสระและคาเฟอีนมากกว่าพันธ์อราบิก้า (Arabicas) ถึง 2 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากวิธีการคั่วกาแฟ และปริมาณกาแฟที่ละลายแต่ละถ้วย รวมทั้งยังขึ้นอยู่กับวิธีการชงกาแฟ ระยะเวลาและปริมาณกาแฟที่ใช้ด้วย

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ต้มมาม่าโปะไอติมโคนวานิลลา

อัพเดท!!! เทรนด์การกินแบบใหม่ สไตล์เกาหลี  "ต้มมาม่าโปะไอติมโคนวานิลลา""


ไม่รู้ว่าจริงเท็จเป็นเช่นไร แต่มนุษย์ผู้ผ่านการกินมาม่าแบบเดนตายมาหลากหลายนับไม่ถ้วนอย่างผม ย่อมอยากลิ้มลองเป็นธรรมดา

เรามาดูภารกิจนี้กันดีกว่า   ของที่ต้องเตรียมได้แก่
1. มาม่าที่ต้มสุกแล้ว (อันนี้เอารสมาตรฐาน หมูสับฉึกๆ)
2. ไอติมโคนวานิลลา
3. จาน ชาม ตะเกียบ และช้อนโต๊ะ (ไว้ซดโฮก)

มาม่าน่ะไม่มีปัญหา ที่บ้านมีอยู่แล้ว  แต่ปัญหาคือไอติมโคนวานิลลา  เวลาประมาณตีหนึ่งนี่ จะไปหาไอติมโคนวานิลลาจากไหน? (เลิกงานตอนนั้นครับ)  แน่นอน..เซเว่น!!...ไม่มีแบบโคนขาย...มีแต่แม็คฯ สาขาที่เปิด 24 ชั่วโมง  เผอิญมีแม็คฯ สาขานึง ที่อยู่บนเส้นทางที่ผมจะผ่านกลับบ้านพอดี เลยแวะเข้าไปถอยไอติม  ไปถึงก็บอกพนักงานว่า เอาไอติมโคนแพ็คกลับบ้าน 1 โคนครับ

พนักงานมองค้อน..."ไม่มีแพ็คให้ค่ะ"  ลืมไป..ยืนพินิจพิจารณา.. ถ้าไม่มีแพ็คแล้วให้ถือกลับบ้าน  ขี่มอเตอร์ไซด์ มือขวากำแฮนด์ มือซ้ายชูไอติมโคนไว้ ก็คงเหมือนเทพีเสรีภาพเคลื่อนที่ได้ ดูไม่น่าจะเข้ากับท้องที่เท่าไหร่ ใครเห็นผมบนถนนอาจจะตกใจ ประสบอุบัติเหตุได้

จากร้านแม็คฯ ไปถึงบ้านน่าจะประมาณสิบนาที ไอติมก็คงจะหกย้อยตามทางเป็นลายแทงสมบัติ มดจากร้านแม็คฯ ก็คงเดินตามผมมาถึงบ้านได้จากการสะกดรอยไอติม

คือ เข้าใจว่า ถ้าเป็นเทรนด์ที่เกาหลีจริง เกาหลีเขาคงอากาศเย็น คนถือไอติมกลับบ้านไปใส่มาม่าได้สบายๆ เพราะไอติมคงยังแข็งแรงดีอยู่
แต่กับไทยแลนด์แดนสวรรค์ ที่อากาศแสนจะดี๊ดีนั้นไซร้ ไอติมคงมิวายกลายเป็นของเหลวเสียก่อนถึงรังเป็นแน่แท้

ถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนสูตรนิดหน่อย  "ช็อคโกแลตซันเดย์ก็ได้ครับกลับถึงบ้าน รีบเอาไอติมแช่เย็น ต้มน้ำร้อนทันที  เพราะฉะนั้น "ต้มมาม่าโปะไอติมโคนวานิลลา"  จึงต้องเปลี่ยนเป็น "ต้มมาม่าโปะไอติมวานิลลาท็อปปิ้งช็อคโกแลตซันเดย์" (ชื่อจะยาวไปไหน?)  คิดซะว่า "โคน" ก็เหมือน "เกี๊ยวทอด" ไปละกัน คือไม่มีเกี๊ยวทอดก็ไม่เป็นไร ได้เวลาลง



ณ จุดๆนี้ บอกได้เลยว่า ตอนแรกคาดการณ์ว่ามันจะต้องแย่แน่ๆ  แต่มันดันอร่อยครับ...เส้นมาม่าผสมผสาน ได้ลงตัวกับไอติมวานิลลาอย่างไม่น่าเชื่อ
เกิดอาการสับสนมึนงงในสมองเล็กน้อย ว่านี่คือของคาวหรือของหวาน  ความร้อนจากมาม่าแทบไม่เหลือ เพราะโดนความเย็นจากไอติมกลบ เลยจะอุ่นแค่บางจุดนิดๆ...โดยรวมทั้งชามแทบจะ เท่าอุณหภูมิห้องอยู่แล้ว จะติดแค่ว่า ถ้าไปโดนไอติมที่ยังเย็นอยู่ จะรู้สึกขัดๆไปบ้าง แต่ก็คิดซะว่ากินหมี่เย็นไปละกันครับ.......จนกระทั่ง ไปกินโดนช็อคโกแลต  คดีพลิกทันทีครับ

เหลือแต่น้ำ ก็ซดน้ำมาม่ารสไอติมต่อ น้ำซุปแห่งผงชูรสและไอติมวานิลลาที่เป็นเพียงอดีต ยังพอไปด้วยกันได้ ไม่ไหวที่จะเคลียร์ เพราะผงชูรสกับช็อคโกแลต เป็นอะไรที่ไปด้วยกันไม่ได้  กินแล้วอาจจะเกิดอาการสำรอกเมทัลได้ทันที

สรุป
- อร่อยกว่าที่คิด
- ถ้ามาม่าเดือดปานโป่งเดือด ใส่ไอติมลงไป น่าจะอุ่นๆ อยู่บ้าง
- อย่าเอาท็อปปิ้งช็อคโกแลตใส่... เด็ดขาด!!

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

เด็กไต้หวัน 10 ขวบ พูดได้ถึง 10 ภาษา


โซเนีย หยาง

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก gmgrd.co.uk

          เว็บไซต์ เดอะซันของอังกฤษ รายงานว่า เด็กหญิงสุดอัจฉริยะคนนี้ คือ โซเนีย หยาง เด็กหญิงวัย 10 ขวบ ชาวไต้หวันสัญชาติอังกฤษ ที่ทำเอาคนทั่วโลกต่างทึ่งไปตาม ๆ กัน เมื่อเธอสามารถสื่อสารภาษาต่าง ๆ ได้มากถึง 10 ภาษา

          โดย โซเนีย หยาง เป็นชาวไต้หวันที่ย้ายมาอยู่ในเมืองสต๊อคพอร์ตของอังกฤษ ตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนระดับประถมศึกษา ซึ่งในตอนนั้น โซเนีย หยาง ในวัยเพียง 5-6 ขวบ สามารถพูดได้ถึง 4 ภาษาเข้าไปแล้ว ทั้งภาษาไต้หวันซึ่งเป็นภาษาแม่ ภาษาญี่ปุ่น จีน และอังกฤษ ในระดับที่เรียกว่าใช้การได้ดีเหมือนเป็นภาษาแม่เลยทีเดียว และหลังจากที่เธอย้ายมาอาศัยในประเทศอังกฤษแล้ว โซเนีย หยาง ก็ได้ศึกษาภาษาอื่น ๆ ต่อเรื่อยมา และเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ โซเนีย หยาง ในวัย 10 ขวบ สามารถพูดได้เพิ่มขึ้นอีก 6 ภาษา ได้แก่ ภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และล่าสุดคือภาษาคาซัคและภาษาลูกันดา (ภาษาของอุกันดา)  แถมยังใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนในการตั้งหน้าตั้งตาเรียนรู้ด้วยตัวเองด้วย

          โซเนีย หยาง เปิดเผยเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษาลูกันดาว่า "ภาษา ลูกันดานั้นค่อนข้างง่ายสำหรับหนู หนูคิดว่าหนูสามารถเรียนรู้ได้ง่ายกว่าคนอังกฤษค่ะ เพราะว่ามันมีหลายคำที่คล้ายคลึงกับภาษาไต้หวันมาก เรียกว่าเป็นภาษาต่างประเทศที่ง่ายที่สุดตั้งแต่หนูเรียนรู้มาเลย แต่ถ้าถามว่าภาษาไหนที่ชอบที่สุด หนูคงต้องบอกว่าเป็นภาษาอังกฤษค่ะ เพราะเป็นภาษาสากล ถ้าเราพูดได้ คนทุกคนทั่วโลกก็จะเข้าใจเราได้ค่ะ"

          ส่วนทางด้านนายฮีทเธอร์ เบอร์เน็ตต์ ผู้อำนวยการโรงเรียนกรีนแบงก์ที่ โซเนีย หยาง ได้ศึกษาอยู่ ได้เปิดเผยว่า "โซเนียเป็นเด็กที่ฉลาดมาก แถมยังขยันสุด ๆ เมื่อเทียบกับเด็กคนอื่น ๆ และนั่นทำให้เธอกลายเป็นดาวเด่นของโรงเรียน และโด่งดังไปทั่วโลกอย่างนี้"

           ทั้ง นี้ โซเนีย หยาง ยังเข้าร่วมการแข่งขันทักษะทางภาษา และมาวินเป็นอันดับหนึ่งมานักต่อนักแล้ว แถมเธอยังฮุบตำแหน่งสุดยอดเยาวชนที่พูดได้หลายภาษาแห่งภูมิภาคตะวันตกเฉียง เหนือของอังกฤษมาครองอีกด้วย

10 เหตุผลที่คุณไม่ควรพลาดหนัง “สตีฟ จ็อบส์ อัจฉริยะเปลี่ยนโลก”

steve-jobs-movie
อีกไม่กี่วันภาพยนตร์เรื่อง JOBS หรือในชื่อภาษาไทยว่า “สตีฟ จ็อบส์ อัจฉริยะเปลี่ยนโลก” ก็จะเข้าฉายในไทยวันที่ 12 กันยายนนี้แล้ว หนังเรื่องนี้นอกจากจะเป็นหนังที่หลายคนเฝ้ารอคอยแลัว ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากมาย
วันนี้เราจะขอนำ 10 เหตุผลที่ไม่ควรพลาดหนังเรื่องนี้มาให้ได้รับชมกัน
1. JOBS เป็นภาพยนตร์ชีวประวัติเรื่องแรกของสตีฟ จ็อบส์หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2011 โดยว่ากันว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนังที่สร้างแรงบรรดาลใจ ให้เราได้เห็นเบื้องลึกเบื้องหลังของสตีฟ จ็อบส์
2. หนังถ่ายทำในสถานที่จริง โดยเฉพาะในโรงรถ บ้านของสตีฟ จ็อบส์ในวัยหนุ่ม ซึ่งนอกจากจะเป็นสถานที่สำคัญในหนังแล้ว เรายังได้เห็นสถานที่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของบริษัทแอปเปิลในปัจจุบันอีกด้วย
3. เป็นหนังเรื่องแรกของซุปเปอร์สตาร์ Ashton Kutcher ที่เคยรับบทวัยรุ่นเฮฮาในหนังเรื่องก่อนๆ มาพลิกบทบาทรับบทดราม่าเข้มข้น และต้องแสดงถึงความซับซ้อนหลายบุคลิกของสตีฟ จ็อบส์ นอกจากนี้ Kutcher เองก็ยังมีหน้าตาที่คล้ายกับจ็อบส์ในวัยหนุ่มมาก อย่างกับคนๆ เดียวกันเลย
steve-jobs-house-garage

steve-jobs-movie-release-date
4. ได้รู้ต้นกำเนิดของแอปเปิล บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกปัจจุบัน ว่ากว่าจะมีวันนี้บริษัทได้ฝ่าฝันและสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาบ้าง
5. หนังพาเราเข้าถึงความเป็นสตีฟ จ็อบส์ บุคคลที่ทั้งโลกยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะ แต่ในขณะเดียวกันจ็อบส์ก็มีด้านมืดที่ย่ำแย่ และเคยเป็นบทเรียนให้กับตัวเขาเอง เราได้เรียนรู้ว่าจ็อบส์เคยผิดพลาดอะไรในอดีต จนมาเป็นผู้ที่ทรงอิทธิพลของโลกในปัจจุบัน
6. ได้รู้ที่มาของชื่อบริษัทแอปเปิล ว่ามีที่มาอย่างไร ทำไมต้องชื่อแอปเปิล ทำไมไม่ใช้ชื่ออื่น
7. เนื้อเรื่องในหนังจะเน้นชีวิตของสตีฟ จ็อบส์ในช่วงปี 1971 ถึงปี 2000 ซึ่งเป็นช่วงที่ก่อตั้งบริษัทแอปเปิล, ถูกไล่ออก, และกลับมากอบกู้บริษัทใหม่อีกครั้ง
27585_35828_644_436
jobs-movie-woz
8. ในฉาก West Coast Computer Faire ที่แอปเปิลไปเปิดบูทขาย Apple II ซึ่งเป็นฉากใหญ่และฉากสำคัญ ทีมงานได้เชิญ Daniel Kottke ตัวจริง ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น เข้ามาช่วยดูแลการถ่ายทำและเข้าฉากเป็นแขกรับเชิญพิเศษ เพื่อความสมจริงกับเหตุการณ์นั้นมากที่สุดอีกด้วย
9. เพื่อให้สมบทบาทมากที่สุด Ashton Kutcher ได้พยายามเลียนแบบการพูดการเดินของสตีฟ จ็อบส์ รวมไปถึงการทานแต่ผลไม้ด้วย จนเมื่อไม่กี่วันก่อนถ่ายทำจริง เขาถูกส่งเข้าโรงพยาบาลเลยทีเดียว
10. Nolan Bushnell ผู้ก่อตั้งบริษัท Atari ตัวจริงร่วมเข้าฉากในหนัง ซีนเปิดตัวโฆษณาในปี 1984 ของแอปเปิลด้วย
พบกับภาพยนตร์ “สตีฟ จ็อบส์ อัจฉริยะเปลี่ยนโลก” ได้ทุกโรงภาพยนตร์ 12 กันยายนนี้
jobs-movie Jobs-movie-screenshot-7b
Ashton-Kutcher-Ron-Eldard-and-Josh-Gad-in-Jobs-2013-Movie-Image

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

แนะนำ 5 เทคนิคดีๆ ในการฝึก ‘อ่านภาษาอังกฤษ’ ให้เก่งขั้นเทพ…!!

หลายคนอยากจะฝึกฝนภาษาอังกฤษโดยเริ่มจากการอ่าน เลยเริ่มไปซื้อหนังสือที่เป็นภาษาอังกฤษมาอ่าน แต่ก็เจอปัญหาว่าอ่านอย่างไรก็ไม่เข้าใจสักที และทำให้ท้อถอย หมดกำลังใจ จนล้มเลิกไปเลยก็มี
วันนี้เราเลยอยากจะแนะนำเทคนิคดีๆในการฝึกอ่านภาษาอังกฤษ ให้สามารถอ่านเข้าใจ อ่านรู้เรื่อง จนกระทั่งอ่านหนังสือเรียนภาษาอังกฤษกันได้เลยล่ะ

reading-english3
1 เริ่มจากหนังสือง่ายๆ
สำหรับคนที่หัดใหม่ แม้แต่หนังสือเรียนของเด็ก นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ก็อาจจะยากจนเกินไป เพราะฉะนั้นไม่ต้องอายเลยที่จะไปซื้อนิทานภาษาอังกฤษของเด็ก 3 ขวบมาอ่าน ลองนึกถึงตอนเราฝึกภาษาไทยใหม่ๆตอนเด็ก เราก็อ่านนิทานของเด็ก 3 ขวบมาแล้ว ซึ่งจะทำให้เข้าใจและจับรูปแบบประโยคง่ายขึ้น

reading-english5
2 อ่านมากกว่าคนอื่น
ยิ่งทำอะไรมาก เราก็จะยิ่งเชี่ยวชาญมาก และถ้าคนอื่นอ่านแค่รอบเดียวรู้เรื่อง เราก็อาจจะต้องอ่านตั้งแต่ 2 รอบ 3 รอบ หรือกระทั่ง 4 รอบให้เข้าใจทั้งหมด แต่ก็อย่าเพิ่งท้อถอย แนะนำว่าให้พกหนังสือติดตัวตลอดเวลา และหาโอกาสอ่านบ่อยๆ อ่านในทุกๆที่ เพราะคนเราเวลาว่างที่อยู่เฉยๆวันนึงมีเยอะพอสมควร

reading-english
3 ใช้เทคนิคอ่านแบบ Skimming
คือการอ่านรอบแรกแบบผ่านๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าพูดถึงอะไร และเนื้อเรื่องทั้งหมดนั้นเป็นอย่างไร จากนั้นรอบที่ 2 ก็เริ่มจับใจความสำคัญ จดโน้ต เน้นศัพท์ที่ไม่เข้าใจ หาคำศัพท์ที่มีความหมายหลัก จะช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้น

reading-english4
4 อย่าใช้ดิคชันนารีบ่อยๆ
แม้การเปิดดิคชันนารี จะช่วยให้เราเข้าใจความหมายของแต่ละคำ แต่การอ่านไปเปิดไปเกือบทุกคำ มันจะทำให้เราไม่รู้จักการอ่านจับใจความโดยข้ามศัพท์ที่ไม่รู้เรื่องไป เชื่อรึปล่าวว่าฝรั่งหลายคนก็ไม่เข้าใจทุกคำศัพท์ แต่ก็อ่านข้ามโดยอาศัยคำอื่นๆมาช่วยแปลความหมาย และค่อยมาเปิดหาความหมายคำที่ไม่รู้จริงๆในตอนท้าย

reading-english2
5 สู้ให้สุด และห้ามท้อ
เรื่องนี้สำคัญที่สุด หลายคนอาจจะท้อเพียงเพราะเจอคนรอบข้างบอกว่า อ่านหนังสือภาษาอังกฤษทำไม อ่านไปก็ไม่เก่งขึ้น หรือเห็นบางคนมาหัดอ่านทีหลัง แล้วไปได้เร็วกว่า เลยเกิดอาการน้อยใจ ขอให้ตั้งเป้าหมายไปที่ตัวเราคนเดียว ดูว่าเราพัฒนาขึ้นจากเมื่ออาทิตย์ก่อน เดือนก่อนหรือไม่ ตั้งเป้าระยะยาวไว้เป็นปีๆ แล้วพยายามทำตามเป้าช้าๆโดยตั้งใจ

สมาร์ทโฟน


1.สมาร์ทโฟนทำให้คุณเสียสมาธิ
นัก วิจัยจากฟินแลนด์พบว่า คนเราเริ่มติดที่จะนั่งเช็กข่าว ข้อความ อีเมล หรือข้อมูลในโซเชียล เน็ตเวิร์กต่างๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือถี่ขึ้น ทั้งที่ยิ่งเช็กถี่มากเท่าไร โอกาสที่จะได้เจอกับข้อมูลหรือข้อความใหม่ๆ ก็ลดลงไปด้วย

ทางแก้ : นายแพทย์อันต์ติ โอลาสเวอร์ต้า ผู้วิจัยแนะว่า เราควรกำหนดเวลาการเช็กมือถือของเราให้เป็นกิจจะลักษณะ เช่นเช็กทุกครึ่งชั่วโมงหรือ 1 ชั่วโมง เพื่อจะได้มีเวลาโฟกัสกับงานหรือการเรียนมากขึ้น

2.สมาร์ทโฟนทำให้คุณป่วยได้
การ กดๆ เคาะๆ หรือลากนิ้วไปมาบนทัชสกรีน ย่อมทำให้หน้าจอเกิดการหมักหมมของเชื้อโรคไม่ต่างอะไรกับคีย์บอร์ดของ คอมพิวเตอร์ งานวิจัยชิ้นหนึ่งในวารสารจุลชีววิทยาประยุกต์ระบุว่า เมื่อนำผิวหน้าของจอสมาร์ทโฟนมาตรวจสอบ พบว่า เชื้อไวรัสที่อยู่บนหน้าจอทัชสกรีนจะติดนิ้วมือของผู้ใช้มาด้วยถึง 20-30 เปอร์เซ็นต์ และถ้าเผลอเอามือไปจับอวัยวะที่ค่อนข้างบอบบาง เช่นบนใบหน้า ก็อาจติดเชื้อหรือป่วยได้ง่ายขึ้น

ทางแก้ : หากเราติดฟิล์มกันรอยบนหน้าจอแล้วล่ะก็ ควรจะหมั่นทำความสะอาดพื้นผิวอยู่เป็นระยะๆ แถมฟิลลิปส์ยังแนะนำแบบเอาฮาด้วยว่า ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจต้องจิ้มข้อความไปด้วย ร้องไห้ฟูมฟายไปด้วย (เช่น อกหัก) เพื่อจะได้ไม่เผลอยกมือขึ้นมาขยี้หรือปาดน้ำตาตอนที่ยังมีเชื้อโรคติดนิ้ว อยู่นั่นเอง

3.สมาร์ทโฟนทำให้เจ็บตา
ทีม วิจัยจากวิทยาลัยจักษุแพทย์ซูนี่สเตท รายงานว่า ไม่ว่าจะเป็นการถือจ่อๆ ใกล้ๆ เพื่อจะได้เห็นภาพในจอได้ชัดยิ่งขึ้น หรือการเพ่งดูตัวหนังสือตัวเล็กๆ ในจอย่อมทำให้ผู้ดูมีอาการล้าที่ดวงตา จนนำไปสู่อาการปวดหัว ปวดตา หรือมองเห็นภาพเบลอๆได้

ทางแก้ : เพิ่มขนาดการแสดงผลตัวอักษรทางหน้าจอให้ใหญ่ขึ้น รวมถึงพยายามรักษาระยะระหว่างดวงตากับสมาร์ทโฟนให้อยู่ที่อย่างน้อย 16 นิ้ว หรือถ้าเราติดอ่านหนังสือ่ด้วยสมาร์ทโฟน เมื่ออ่านไปได้สักระยะก็ควรพักสายตาด้วยการหลับตา หรือมองต้นไม้ใบหญ้าเพื่อความรื่นรมย์ อย่างน้อยให้ได้ 20 วินาทีก็ยังดี

4.สมาร์ทโฟนทำให้คุณเครียด
โทรศัพท์ เปิดโอกาสให้คุณมีปฏิสัมพันธ์กับโลกออนไลน์ได้ทุกวันทุกเวลา จึงเกิดความคาดหวังได้ว่าอีกฝ่ายหรือใครก็ตามจะพยายามสื่อสารกับคุณอย่างไม่ เหน็ดเหนื่อยบ้าง เรื่องนี้ทางมหาวิทยาลัยวอร์เชสเตอร์เคยวิจัยไว้ว่า นานไปความรู้สึกยิ่งสะสมยิ่งทวีคูณจนเริ่มกลายเป็นความหมกมุ่น เวลาสัญญาณความเคลื่อนไหวใดๆ เป็นต้องคิดล่วงหน้าไปแล้วว่ามีข้อความหรืออีเมลใหม่หาตนเอง แม้เอาเข้าจริงๆ จะไม่ใช่ก็ตาม

ทางแก้ : เริ่มต้นด้วยการปิดสมาร์ทโฟนของคุณสัก 1 ชั่วโมงทุกวัน แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็น 2 ชั่วโมง และพยายามอย่าลักไก่ด้วยการนับเอาช่วงพักผ่อนนอนหลับรวมเข้าไปด้วยเป็นอัน ขาด