วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Voila !!! c'est ma journée

Le matin, je me lève à 5 heures 30 , et je me lave et je m’habille. Puis , je vais à l’école en bus à 6 heures.
 À midi , je déjeune à la cantine avec mes amies. À 16 heures, je vias chez moi . Je fais mes devoirs.
   Le soir , nous dînons en famille et mes parents et moi regardons le journal , mais ma sœur, elle aime lire une BD . Puis, je me coche à 22 heures. Voila !!!  c’est ma journée

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

KFC

ใครชอบกิน KFC บ้างครับ ลองอ่านดู!!!
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
KFC เป็นอาหารที่คนอเมริกันกินกันมาก และแพร่หลายมากในอเมริกา
แต่ใครจะรู้ละว่า พวกเขากำลังกินอะไรเข้าไป

จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ KFC ของมหาวิทยาลัยนิวแฮมเชียร์ พบข้อเท็จจริงบางอย่างที่น่าตกใจ แต่ก่อนอื่น ใครรู้บ้างว่า
ทำไมบริษัทถึงต้องเปลี่ยนชื่อจาก Kentucky Fried Chicken ไปเป็น KFC

เหตุผลเป็นเพราะว่า บริษัทนี้ไม่สามารถใช้คำว่า chicken หรือ ไก่ ไม่ได้อีกต่อไป
เพราะ KFC ไม่ได้ใช้ไก่จริงๆ ในการทอดขายลูกค้า
แต่บริษัทนี้ใช้ไก่ที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม มาทอดให้ลูกค้ากิน

ไก่นี้ได้รับการเลี้ยงให้มีชีวิตอยู่ด้วยการต่อท่อเข้าไปในร่างกายของไก่เพื่อปั๊มเลือด
และฉีดสารอาหารบำรุงกำลังเข้าไปในตัวไก่ ไก่พวกนี้ไม่มีจะงอย ไม่มีขน และไม่มีเท้า
เพื่อทำให้โครงสร้างของกระดูกหดตัวลง เพื่อให้ได้เนื้อมากที่สุด

ซึ่งสิ่งนี้เป็นกลยุทธ์เด็ดของ KFC
เพราะมันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนในการผลิตให้กับบริษัทเป็นอย่างมาก
เนื่องจาก ไม่ต้องถอนขน จะงอย และเท้าไก่เวลาฆ่า รัฐบาลอเมริกันไม่อนุญาตให้ใช้คำว่า ไก่
กับผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาใช้อีกต่อไป

ขอให้ดูภาพข้างล่าง แล้วคุณจะรู้ว่า ทำไมถึงไม่ให้เรียกว่า ไก่
คนที่นำข้อมูลนี้มาเปิดเผย ไม่ได้ต้องการสร้างให้เกิดกระแสตื่นตระหนกแต่อย่างใด
แต่ต้องการให้สาธารณชนได้รับรู้ เพื่อที่ทางบริษัทจะได้มีสำนึก
และหันกลับมาใช้ "ไก่" ที่แท้จริงมาทำผลิตภัณฑ์

ขอย้ำว่า ภาพข้างล่าง คือภาพที่ได้จากการถ่ายรูปของไก่ที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมจริงๆ
ไม่ใช่ภาพการ์ตูนย์แอนนิเมชั่นหรือภาพตัดต่อแต่อย่างใด

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทำไมเราจึงเรียกเงินเดือนว่า salary


คำว่า salary มาจาก salt เกลือ นี่แหละ

ในสมัยโรมัน เกลือคือของหายาก

และนำมาเป็นค่าตอบแทนการทำงานเหมือนเงินในสมัยนี้


แต่ไม่รู้ว่าให้กันกี่กระสอบหรือกี่กิโล





(salarium คือ เงินพิเศษของทหารโรมันที่สามารถเบิกไปซื้อเกลือ)

และถ้าสมัยนั้นมีการจ้างงานเป็นเดือน คนโรมันคงจะพูดกันว่า

"เฮ้ย! นาย เกลือเดือนนายออกยัง
ของเรายังไม่ออกเลย

แถมเดือนที่แล้วเราทำโอทีไป 2 กิโล ด้วยเนี่ย"

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สาวน้อยหัวใจเพชร


สาวน้อยกำลังล้างเท้าให้แม่ของเธอ

มีรายงานข่าวในเดือนมีนาคม  2012  ว่ามีสาวน้อยวัย 13 ปีต้องดูแลแม่ปัญญาอ่อนกับพ่อเพียงลำพัง มานานกว่า 7 ปี ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่หนักหนามากสำหรับเด็กวัยเช่นนี้ นอกจากเธอต้องดูแลแม่แล้วเธอยังต้องเรียนหนังสือเฉกเช่นเด็กคนอื่นๆ ซึ่งตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมต้น  จากการทราบข่าวจากครอบครัวนี้ผ่านไป 2 เดือนที่ผ่านมา  ผู้สื่อข่าวยังคงติดตามความเป็นอยู่ของครอบครัวนี้  สาวน้อย เฉิง หงหลี่ ดูแลเองเพียงลำพังมาโดยตลอด
พ่อของหลี่ป่วยเป็นปัญญาอ่อนเช่นเดียวกับแม่ของเธอ หากเป็นไม่มากนัก ปัญญาอ่อนของแม่ทำให้ไม่สามารถดูแลตัวเองได้   ส่วนปู่ย่าตายายก็ล้วนเสียชีวิตไปหมดแล้ว  พ่อของหลี่ที่ปัญญาอ่อนเพียงเล็กน้อยก็มีหน้าที่ออกไปทำงานนอกบ้าน โดยทิ้งให้แม่อยู่บ้านเพียงลำพัง ซึ่งหลี่เป็นห่วงว่าใครจะดูแลท่าน
ป้าเพื่อนบ้านกล่าวว่า “หลี่มีอายุเพียงแค่ 13 ปี แต่เธอมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าฉันเสียอีก ”
ในเดือนกันยายน 2011  เธอจำต้องย้ายโรงเรียนซึ่งห่างจากบ้านพ่อ  เลยจำต้องเช่าบ้านอยู่ แน่นอนความเป็นอยู่ก็ย่อมลำบากมากขึ้น
หลี่ และแม่อาศัยบ้านเช่าที่มีสภาพทรุดโทรมอยู่ห่างจากโรงเรียนเพียง 200 เมตร  โดยเสียค่าเช่าเดือนละ 50 หยวน
เวลา 16:40 กลับมาจากโรงเรียนหลี่รีบต้มน้ำเพื่อสระผมบริเวณนอกบ้าน เพราะในบ้านไม่มีท่อระบายน้ำให้แม่ก่อนที่จะทำการบ้าน
หลี่ตั้งใจทำอาหารที่แม่เธอชอบ
อาหารค่ำที่แม่กับเธอต้องร่วมกัน ซึ่งมีกับข้าวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แม้งานบ้านจะมากมายนัก แต่เธอก็พยายามเจียดเวลาอ่านหนังสือ
เฉิง เวนหยู่ แม่ของเฉิง หงหลี่ 
สาวน้อยหลี่ได้รับของขวัญชิ้นแรกที่เธอ ได้แก่ หนังสือเรียน และรองเท้ากีฬา ซึ่งเธอไม่มีมานานแล้ว สร้างความซาบซึ้งใจต่อเธอยิ่งนัก
ครูหลิว ซัวเหม่ยครูประจำชั้นของหลี่ชมเธอกับผู้สื่อข่าวว่า หลี่มีความตั้งใจเรียน และผลการเรียนดี เธอมักจะยกมือถามหากสงสัย ที่สำคัญเธอไม่เห็นว่าตัวเองด้อยกว่าใครๆ เธอมีสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนๆในชั้น
ความตั้งใจของหลี่คือ เธอต้องการอยากเป็นหมอเพื่อรักษาอาการป่วยของแม่

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

5 กิจกรรมงานครัวที่จะทำให้ไม่สบาย



งาน ครัวเป็นเรื่องของแม่บ้าน นับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ที่เซอร์ไพรส์ก็ต้องมี "พ่อบ้าน" นี่แหละทำงานครัว แต่รูปแบบหลังจากนี้ถือว่าเป็นประชากรส่วนน้อยของโลกอย่างแน่นอน

เมื่อ ข้อเท็จจริงเป็นเสียอย่างนี้แล้ว การเรียนรู้โลกแห่งความเป็นจริงว่า การทำงานครัวก็อาจจะนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพด้วยนั้น ก็จะช่วยให้เรารู้จักกันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ...มาดูกัน

ภัยจาก ‘ฟองน้ำ’ ในห้องครัวของคุณ

จาก การศึกษาของสถาบัน NSF International หรือองค์กรส่งเสริมอนามัยแห่งชาติอิสระระหว่างประเทศ ระบุว่าอันตรายจากฟองน้ำนั้น เกิดจากการซับล้างสิ่งต่างๆ ภายในบ้านของเจ้าฟองน้ำนี้ ขณะเดียวกันองค์กรดังกล่าวยังบอกอีกว่า ฟองน้ำ ในห้องครัวนั้นควรจะวางให้ไกลจากพื้นที่สกปรกภายในบ้าน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันสะสมเชื้อแบคทีเรียไว้กว่า 150 ครั้ง และก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อราได้มากกว่าในแปรงสีฟันของคุณด้วยซ้ำ และคุณจะรับเชื้อแบคทีเรียในขณะที่กำลังใช้ฟองน้ำทำความสะอาดสิ่งต่างๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งนั่นเป็นเพราะคุณไม่เคยฆ่าเชื้อฟองน้ำระหว่างการใช้งานเลย จึงส่งผลให้เชื้อโรคทวีคูณขึ้นนั่นเอง ดร.ร็อบ โดนอฟริโอ ผู้อำนวยการองค์กรฯ กล่าวต่อว่า จะมีคนบางกลุ่มที่ไม่ได้รับความเจ็บป่วยจากเชื้อโรคที่พวกเขาค้นพบขึ้น โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินอาหาร เช่น เชื้ออีโคไล ซึ่งสามารถก่อให้เกิดโรคร้ายแรง ซึ่งวิธีกำจัดสิ่งสกปรกบนฟองน้ำที่ดีที่สุด คือการทำลายเชื้อโรคฟองน้ำของคุณ โดยการนำฟองน้ำที่เปียกเข้าไมโครเวฟวันละ 2 นาทีทุกวัน และควรเปลี่ยนฟองน้ำทำความสะอาดทุกๆ 2 สัปดาห์

ภัยคุกคามจาก ‘ตู้เย็น’

แม้ ว่าอุณหภูมิเย็นจะช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย แต่อย่างไรก็ตาม ตู้เย็นของคุณจะต้องมีอุณหภูมิ 40 องศาฟาห์เรนไฮต์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม คุณสามารถลดความเสี่ยงของความเจ็บป่วยจากอาหารลง โดยการรักษาแถบบอกอุณหภูมิตู้เย็นโดยใช้เครื่องวัดอุณหภูมิ คุณสามารถหาซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิตู้เย็นและตู้แช่แข็งได้ที่ร้านค้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และที่ศูนย์ใกล้บ้านคุณ หรือร้านขายอุปกรณ์เครื่องครัวออนไลน์

ภัยจาก ‘เขียง’ ใบน้อยของคุณ

ว่า กันว่าเนื้อดิบๆ บนเขียงนั้นก่อให้เกิดเชื้อแบคทีเรียได้ โดยที่คุณแม่บ้านอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขณะเดียวกันเนื้อสัตว์ปีกและปลาสามารถปนเปื้อนเชื้อโรคได้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ปรุงสุกแล้ว หรืออาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์สดใหม่ก็ตาม ดังนั้นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงในการปนเปื้อนเชื้อโรคไปสู่อาหารนั้น คุณแม่บ้านควรแยกเขียงในการปรุงอาหารแต่ละประเภท เช่น เขียงสำหรับหั่นเนื้อดิบ ไก่ ปลา และอาหารที่ปรุงสุกใหม่ที่ต้องหั่นบนเขียง ก็จะช่วยลดการปนเปื้อนเชื้อของโรคไปสู่อาหารได้ทางหนึ่ง

ภัยนึกไม่ถึงจาก ‘ไข่สุกๆ ดิบๆ’

หาก คุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารที่มีไข่แดงไหลเยิ้มเป็นส่วน ประกอบ หรือแอบขโมยบางส่วนของไข่มาผสมกับแป้งเพื่อทำคุกกี้ และถ้าคุณไม่ได้เป็นคนเดียวที่ทำแบบนั้น กลุ่มผู้บริโภคอาหารอินทรีย์ในสหรัฐ หรือ “usda” ได้ออกมาแนะนำให้หลีกเหลี่ยงไข่สุกๆ ดิบๆ (โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ) เพราะอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเจ็บป่วย จากภาวะอาหารสุกๆ ดิบๆ ที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เช่น การปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินอาหาร อย่างเชื้อจุลินทรีย์ “แซลโมเนลล่า”

ซึ่ง เชื้อดังกล่าวจะเข้าสู่ร่างกายของคุณในขณะที่คุณไม่สามารถรักษาความสะอาดที่ มือได้ (เช่น มือของเด็กๆ) หลีกเลี่ยงการนำส่วนผสมจากไข่ดิบออกจากแป้งคุกกี้ และเมนูอาหารที่ต้องปรุงโดยใส่ไข่สุกๆ ดิบๆ ลงไปในอาหาร พิจารณาความสดสะอาดโดยการสังเกตจากเปลือกไข่ อย่างไรก็ตาม เจ้าไข่สุกๆ ดิบๆ เหล่านี้ก็ไม่แตกต่างไปจากไข่ปกติทั่วไป แต่ต้องได้รับความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้อันตรายต่อสุขภาพก่อน รับประทาน ก็จะช่วยทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยกว่าการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ

ภัยคุกคามจาก 'อาหารค้างคืน’

คุณ แม่บ้านทั้งหลายคุณควรทิ้งอาหารค้างคืน เพราะอาหารเหล่านี้อาจนำมาซึ่งโรคระบาด โดยมีอาหารเป็นต้นเหตุนั่นเอง แต่จากการสำรวจและวิจัยของมหาวิทยาลัยรัทเจอส์ พบว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 60 นั้นจะชอบค้นหาอาหารค้างคืนในครัวของตน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคในอาหาร เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีการสำรวจอาหารค้างคืน นั่นย่อมเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า อาหารที่อยู่ในตู้เย็นของพวกเขานั้นย่อมจะปลอดภัยอย่างแน่นอน และถ้าหากคุณแม่บ้านท่านใดที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับการสำรวจอาหารค้างคืนนั้น เข้าไปได้ที่ www.recalls.gov. 
     
ขอบคุณ : หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ลองแลบลิ้นดู...สุขภาพจะดี



คุณ แยกระหว่างความหิวกับความอยากออกจากกันได้หรือไม่ ... หลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่า ทำไมเพิ่งรับประทานอาหารจึงรู้สึกหิวขึ้นมาอีกแล้ว ซึ่งนั่นเกิดจากน้ำย่อยที่หลั่งออกมาเพื่อทำให้คุณเกิดความหิวนั่นเอง 

แต่ แท้จริงแล้วปริมาณอาหารในกระเพาะของคุณก็ยังคงมีอยู่เท่าเดิมโดยไม่ได้ย่อย เลย แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าปริมาณอาหารในกระเพาะตอนนั้นมีปริมาณเท่า ไหร่... สังเกตดูที่ "ลิ้น" ของคุณสิ บอกได้!
การตรวจดูว่าวิธีที่ง่ายที่สุดและได้ความแม่นยำที่สุดในการตรวจสอบร่างกายของตนเอง ด้วยการดู "สภาพของลิ้น" ซึ่ง สภาพของลิ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งตามลักษณะนิสัยการกินอาหาร เวลากิน จนระดับความแข็งแรงของกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะลิ้นเปรียบเสมือนเครื่องตรวจวัดสุขภาพของอวัยวะภายในร่างกาย โดยการเปลี่ยนสภาพของลิ้นนั้นจะบ่งบอกด้วยการสังเกต สีลิ้น ความหนา และคราบสกปรกที่ติดอยู่

สิ่งสกปรกที่เกิดอยู่บนลิ้น หรือที่ทุกคนเรียกกันว่า "ฝ้าลิ้น" นั้น เป็นตัวบ่งชี้ปริมาณสิ่งของตกค้างที่อยู่ภายในท้อง ยิ่งมีฝ้ามากก็แสดงว่าในกระเพาะอาหารของคุณยังมีอาหารอยู่ แต่หากมีฝ้าตกค้างน้อย ลิ้นก็แทบจะไม่มีฝ้าเกาะอยู่เลย

เริ่มมาเช็กดูสภาพของลิ้นกันดีกว่า ว่าในกระเพาะอาหารของคุณมีปริมาณอาหารที่ยังไม่ย่อยอีกเท่าไหร่...
      ประเภทที่ 1 ลิ้นแทบจะไม่มีฝ้าเกาะอยู่เลยและลิ้นมีสีชมพู นั่นแสดงว่าระบบย่อยอาหารของคุณทำงานได้ดี ลิ้นของคุณมีสีสวย ผิวลิ้นสะอาด สุขภาพดีแทบไม่มีฝ้าเกาะอยู่เลย

     ประเภทที่ 2 มีฝ้าเกาะที่ลิ้นเป็นคราบสีขาว แสดง ว่ามีอาหารหลงเหลือค้างอยู่ในกระเพาะ ระบบย่อยอาหารยังทำงานไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ยิ่งมีอาหารตกค้างมาก ฝ้าสีขาวที่ลิ้นจะยิ่งหนามากขึ้น

     ประเภทที่ 3 ฝ้าที่ลิ้นเป็นสีเหลือง แสดงว่ามีอาหารตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารมาก ทั้งยังอัดแน่นอยู่ในลำไส้ ยิ่งกินเยอะในตอนดึก ฝ้าจะหนาและเป็นสีเหลือง


 รู้ อย่างนี้แล้วก็ลองส่องกระจกสังเกตดูลิ้นของตัวเองว่ามีปริมาณอาหารที่ กระเพาะยังไม่ย่อยอีกมากเท่าไหร่ เราจะได้คิดเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่ายและไม่ทำให้กระเพราะทำงานหนักมาก จนเกินไป


ขอบคุณ : WomanPlus /หนังสือ กินให้ผอม

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Mother's day

Mother's day
mothers_day_usaวัน สำคัญสำหรับเดือนพฤษภาคมของอเมริกาอีกวันหนึ่งคือวันแม่ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Mother's Day ในแต่ละปีวันจะไม่ตรงกันเนื่องจากถือเอาวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ในการกำหนดวัน วันแม่ปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม
ไม่ว่าประเทศไหนๆ ต่างก็มีวันที่จะให้ลูกแสดงความรักต่อผู้ให้กำเนิด ในวันแม่เด็กๆ ชาวอเมริกันจะแสดงความรักต่อแม่โดยซื้อของขวัญมอบให้ หรือเด็กเล็กๆ จะถูกปลูกฝังให้ทำอะไรพิเศษๆ ให้กับแม่ในวันนี้ อาจจะเป็นการเสริฟ์อาหารเช้าถึงที่นอน เพราะพวกเขาจะตื่นแต่เช้ามาทำเองกับมือ ชาวอเมริกันมักนิยมพาแม่ออกไปทานอาหารนอกบ้านหรือให้แม่เป็นผู้เลือกว่าจะทำ กิจกรรมอะไรในวันนี้ เนื่องในวันพิเศษเช่นนี้ทำให้ร้านอาหารต่างๆ แน่นขนัด ถือเป็นวันที่ร้านอาหารขายดีที่สุดในรอบปีก็ว่าได้ นอกจากกิจการร้านอาหารที่ทำให้เศรษฐกิจคล่องตัวแล้ว ร้านขายดอกไม้ การ์ดอวยพรและของขวัญอื่นๆ ที่ต่างก็มีโปรโมชั่นพิเศษให้ลูกๆ ได้จับจ่ายซื้อของขวัญที่วิเศษสุดมอบให้แก่คุณแม่ รวมไปถึงโทรศัพท์ทางไกลก็ ดีไปด้วยเพราะลูกๆ ที่ต้องไปทำงานต่างรัฐและไม่สามารถกลับบ้านได้เนื่องด้วยภาระกิจก็จะโทรหา แม่แทน
วันแม่ประเทศอเมริกา เริ่มมีมาเมื่อประมาณร้อยปีที่แล้ว ในปี ค.ศ. 1908 Anna Jarvis เริ่มจัดให้มีการเฉลิมฉลองวันแม่ขึ้นเป็นครั้งแรกที่รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย และเธอผู้นี้พยายามเสนอแนวคิดนี้ให้เป็นจริงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยากในสมัย นั้นก็ตาม ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ผู้ชายยังคงมีสิทธิและบทบาทเหนือกว่าผู้หญิงมาก จนกระทั่งในปี 1914 ประธานาธิบดี วู้ดโรว วิลสัน ได้กำหนดให้วันแม่เป็นวันหยุดแห่งชาติเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวัน