วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เครื่องดื่มแปลก

ครื่องดื่มแปลกๆ ช่วงหน้าร้อน




หน้าร้อนปีนี้ หลายคนอาจจะดับกระหายด้วย เครื่องดื่มเย็นๆชื่นใจ แต่จะแปลกไปไหมถ้าจะได้ดื่ม เครื่องดื่มรสครีมโซดา? โยเกิร์ตปลาไหล รสกระเทียม, คื่นฉ่าย หรือกัญชา?  นี้คือเรื่องจริง ที่วางขายจริงจากทั่วโลก OoO
(รับ โซดากระเทียม โซดาปลาไหล  โซดากัญชา เพิ่มไหม ค่า?)

 โซดากระเทียม


ใช่นี้เป็นโซดากระเทียม! ที่จริงส่วนผสมมันเป็นสีดำกระเทียม! 

 

ไอศครีม

โซดาปลาไหล

 

โซดาคาปูชิโน

 

โซดากัญชา


THC ผสมเครื่องดื่มอัดลมสำหรับแพทย์ผู้ใช้กัญชา รสชาติที่แตกต่างของมันรวมถึงออ เรนจ์ Kush, เปรี้ยวดีเซล, Ape องุ่น, Doc วัชพืชและคลาสสิกโคล่า

 

โซดาคื่นฉ่าย

 

เป๊ปซี่ รส โยเกิร์ต

 

โซดาถั่ว


นี่คืออีกหนึ่งรสชาติตามฤดูกาลของเป๊ปซี่: ถั่ว Azuki! ซึ่งโดยทั่วไปรสนิยมชอบ … ถั่ว! 

 

โซดาอบเชย


นี้ “Holiday Spice” เป๊ปซี่เป็นรุ่นlimited ที่ถูกขายเป็นเวลา 8 สัปดาห์ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในปี 2004 และแล้วอีกครั้ง 2 ปีต่อมาในช่วงคริสมาสต์

โซดาแตงกวา


ถ้า คุณไม่สนุกกับการกินผักหรือสลัดบางทีคุณอาจจะลองนี้โซดาแตงกวา! มันจะทำให้ คุณรู้สึกว่าคุณกำลังมีสุขภาพดี! นี้ถูกขายเป็นรุ่นที่ลิมิเต็ด มากเกินไปในช่วงฤดูร้อนปี 2007 ในประเทศญี่ปุ่น
thank :: uphaa.com

การหัวเราะแต่ละแบบส่งผลต่อสมองไม่เหมือนกัน



การ หัวเราะอาจหมายถึงการหัวเราะเยาะ รู้สึกตลก สนุก หรืออาจจะโดนจั๊กจี้ก็เป็นได้ แต่การหัวเราะแต่ละประเภทที่แตกต่างกันนั้นอาจทำให้"โครงข่ายรับรู้การ หัวเราะ" ในสมองของผู้ฟังนั้นแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ทำให้เกิดการหัวเราะนั้น

งาน วิจัยจาก เดิร์ค ไวลด์กรูเบอร์ และทีมงาน จากมหาวิทยาลัยทูบิงเกน เยอรมนีครั้งนี้ ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ PLOS ONE แล้ว เผยถึงกิจกรรมในสมองขณะที่รับฟังการหัวเราะในแต่ละแบบ

การ หัวเราะของสัตว์เป็นรูปแบบของการสื่อสารแบบหนึ่งที่ในขั้นแรกเป็นเพียงการ ตอบสนองต่อการจั๊กจี้เท่านั้น แต่การหัวเราะของมนุษย์นั้นมีวิวัฒนาการมานานจากความสนุก

แม้ว่าคนหลายๆคนจะหัวเราะเมื่อโดนจั๊กจี้ แต่การหัวเราะที่เรียกว่า "หัวเราะแบบสังคม" ในมนุษย์นั้น เป็นการสื่อสารที่สื่อถึงความสุข การเยอะเย้ย หรือการส่งข้อมูลรู้สำนึกไปยังคนอื่นๆ นักวิจัยจึงได้ศึกษาว่า ปฏิกิริยาธรรมชาติของแต่ละคนในขณะที่ได้ฟังการหัวเราะสามแบบ คือ หัวเราะเพราะสนุก หัวเราะเยาะเย้ย และหัวเราะเพราะโดนจั๊กจี้ เป็นแบบใด

"การหัวเราะเยาะคนอื่น กับ การหัวเราะคนอื่นๆ ทำให้เกิดผลทางสังคมที่ไม่เหมือนกัน" ไวลด์กรูเบอร์ อธิบาย

"รูป แบบการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทที่สมองส่วนเซลีบรัมในขณะที่รับรู้การหัวเราะ ที่แตกต่างกันนี้ ก็จะแตกต่างกันไปด้วย แสดงถึงว่า กลไกและกระบวนการของการรับรู้เสียงหัวเราะเหล่านี้ก็แตกต่างกันไป"

นัก วิจัยยังพบด้วยว่า สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลทางสังคมที่ซับซ้อนก็ถูกกระตุ้น ด้วยเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะแบบมีความสุข หัวเราะแบบเยาะเย้ย แต่เมื่อได้ยินการหัวเราะเพราะโดนจั๊กจี้ สมองส่วนนี้จะไม่ถูกกระตุ้น

แต่ อย่างไรก็ตาม การหัวเราะเพราะโดนจั๊กกี้นั้นก็ซับซ้อนมากกว่าการหัวเราะประเภทอื่น และไปกระตุ้นสมองส่วนอื่นๆที่รับรู้การรับฟังที่ซับซ้อนมากแทน การเปลี่ยนแปลงสมองส่วนที่ได้รับการกระตุ้นและรูปแบบการเชื่อมต่อนี้จึงขึ้น อยู่กับประเภทของการหัวเราะที่ได้ยิน รูปแบบการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทในสมองสามารถส่งผลต่อการรับรู้บางอย่างได้ และอาจจะส่งผลต่อสุขภาพและโรคภัยไข้เจ็บของคนได้ด้วย

กำปั้น


นักจิตวิทยาสหรัฐฯพบเคล็ดว่า หากชูกำปั้นขวา กัดฟัน จะช่วยจำความได้แม่นยำ และหากต้องการจะนึกให้ออก ก็ให้ทำซ้ำแบบเดียวกัน แต่เปลี่ยนเป็นชูกำปั้นซ้าย
หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยรัฐมอนต์แคลร์ เปิดเผยว่า ในการทดลองกับผู้ใหญ่เต็มตัว 50 คน ต่างสามารถจำรายการยาวๆ ได้แม่น เมื่อทำแบบนี้ คิดว่า เป็นเพราะการชูกำปั้นได้ไปกระตุ้นสมองส่วนการจดจำขึ้น
หัว หน้านักวิทยาศาสตร์ ดร.รูธ ปรอปเปอร์ กล่าวแจ้งว่า ได้ทราบจากการวิจัยว่า การเคลื่อนไหวของร่างกายง่ายๆ ก็สามารถจะกระตุ้นความจำขึ้นได้ชั่วคราว “จงชูหมัดขวา เมื่อได้เรียนรู้เรื่องใดขึ้นทันควัน และให้ชูหมัดซ้าย เมื่อจะนึกถึงเรื่องอันใดขึ้น”
เคย มีการวิจัยพบว่า การชูกำปั้นขวาเป็นการกระตุ้นสมองซีกซ้าย ขณะเดียวกัน เมื่อชูกำปั้นซ้ายก็จะไปกระตุ้นสมองซีกขวา การทำเช่นนี้ยังเกี่ยวโยงกับอารมณ์ด้วย เช่น การชูหมัดขวา จะเกี่ยว ข้องกับอารมณ์ความสุข หรือความโกรธ ส่วนหมัดซ้ายจะเกี่ยวพันกับความเสียใจหรือกระวนกระวาย.

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

ภัยเงียบจากกล่องโฟม… กินสบายแต่ตายเร็ว

หลาย คนคงเคยชินกับการรับประทาน อาหารแบบใส่กล่องโฟมกันใช่ไหมล่ะ เพราะสะดวก รวดเร็ว กินที่ไหนก็ได้ ประหยัดเวลาทำอาหาร และที่สำคัญทานเสร็จก็ไม่ต้องล้างอีกด้วย แต่เพื่อน ๆ เชื่อหรือไม่คะว่า ท่ามกลางความสะดวกสบาย กล่องโฟมก็แฝงไปด้วยภัยร้ายที่อาจคร่าชีวิตคุณได้ในที่สุด

โดย นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความรู้ว่า กล่อง โฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป (Styrofoam) เป็นของเสียเหลือทิ้งสีดำ ๆ จากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วยสารสไตรีน (Styrene) มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง




อาหารตามสั่ง ที่บรรจุกล่องโฟม จึงเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ทำให้สมองมึนงง สมองเสื่อมง่ายหงุดหงิดง่าย มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ และเป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด ถ้าเป็นผู้ชายรับประทานเข้าไปมาก ๆ มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม และทั้งสองเพศมีโอกาสสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ แม้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำก็ตาม

สำ หรับสไตรีน ถือเป็นสารอันตรายที่สหรัฐฯ เพิ่งประกาศขึ้นบัญชีสารก่อมะเร็ง หญิงมีครรภ์ที่รับประทานอาหารบรรจุในกล่องโฟม ลูกมีโอกาสสมองเสื่อมเป็นเอ๋อ อวัยวะบางส่วนพิการ ส่วนคนทั่วไปถ้ารับประทานอาหารกล่องโฟมทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า



ทั้งนี้ ผู้บริโภคมีโอกาสได้รับสารสไตรีนในกล่องโฟมได้ง่ายถึง 5 ปัจจัยได้แก่ 1. อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นหรือเย็นลง ทำให้สไตรีนซึมเข้าสู่อาหารได้สูง
2. ถ้าปรุงอาหารโดยใส่น้ำมัน น้ำส้มสายชูแอลกอฮอล์ จะดูดสารสไตรีนจากกล่องโฟมได้มากกว่าปกติ
3. ถ้าซื้ออาหารใส่กล่องทิ้งไว้นาน ๆ ไม่ได้รับประทาน อาหารจะดูดสารสไตรีนได้มาก
4. ถ้านำอาหารที่บรรจุโฟมเข้าไมโครเวฟ สไตรีนจะไหลออกมาในปริมาณมาก
5. ถ้าอาหารสัมผัสพื้นที่ผิวกล่องโฟมมาก ๆ รวมถึงร้านไหนตัดถุงพลาสติกใสรองอาหาร ขอบอกว่าได้รับสารก่อมะเร็ง 2 เด้ง ทั้งสไตรีนและไดออกซินจากถุงพลาสติกเลยทีเดียว

นพ.วีรฉัตร กล่าวเตือนด้วยว่า อาหาร ตามสั่งหรือข้าวราดแกงกับไข่ดาวหรือไข่เจียวร้อน ๆ อาจจะไปละลายผนังกล่องโฟม เสมือนรับประทานอาหารคลุกสไตรีนไปด้วย ถึงกระนั้นไข่ดิบที่วางขายในแผงไข่พลาสติก สารสไตรีนมีโอกาสวิ่งเข้าในเปลือกไข่ได้เช่นกัน ถ้าเลือกไข่ดิบควรเลือกซื้อจากแผงไข่กระดาษจะปลอดภัยที่สุด

ยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วโลกสร้างสถิติทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์



ยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วโลกสร้างสถิติทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ว่า ยอด จำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วโลกประจำปีที่แล้วเพิ่มสูงขึ้นกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐครั้งแรก เท่ากับว่าสามารถนำมาประกอบอาหารเลี้ยงประชากรทั่วทั้งโลกได้ครบ 3 มื้อนานกว่า 1 เดือน

รายงานที่จัด ทำโดยสมาคมผู้ประกอบธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของญี่ปุ่น ( ดับเบิ้ลยูไอเอ็นเอ ) ระบุว่า ปริมาณการจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทั่วโลกประจำปีที่แล้วอยู่ที่กว่า 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 4.06 ล้านล้านบาท ) โดยจีน ซึ่งรวมถึงเขตบริหารพิเศษฮ่องกงครองแชมป์ผู้บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสูง ที่สุดประจำปีที่แล้ว ด้วยปริมาณการนำเข้าและจำหน่ายที่สูงกว่า 44 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.27 ล้านล้านบาท ) รองลงมาคืออินโดนีเซีย 14.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 4.08 แสนล้านบาท ) ตามด้วยญี่ปุ่น 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.56 แสนล้านบาท ) และเวียดนาม 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.47 ล้านล้านบาท )

นายโนริโอะ ซากูราอิ นักวิเคราะห์ของดับเบิ้ลยูไอเอ็นเอ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองโอซากา กล่าวว่า ตัวเลขที่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่า การบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
บะหมี่ กึ่งสำเร็จรูปมีต้นกำเนิดที่ญี่ปุ่น ได้รับการคิดค้นและพัฒนาเป็นครั้งแรกโดยนายโมโมฟูคุ อันโด นักวิจัยของบริษัท นิชชิน ฟู้ดส์ ก่อนออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2501 ในชื่อ “ชิคิน ราเมน”

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

ความผูกพันเล็กๆ



เจ้า ไมโลสุนัขสายพันธุ์เทอเรียวัย 6 ปี ทำหน้าที่เสมือนตาให้แก่เจ้าเอ็ดดี้ สุนัขสายพันธุ์ลาบราดอร์ วัย 7 ปี แรกๆ เอ็ดดี้มีสายตาปรกติ และทั้งคู่มักชอบเล่นด้วยกันเสมอ จนปีที่แล้ว แองจี้ เจ้าของของสุนัขทั้งสองสังเกตุเห็นเอ็ดดี้วิ่งชนถังขยะและกำแพง ทำให้เธอรู้ว่ามันเริ่มมีปัญหาทางสายตา และไม่สามารถรักษาให้หายได้ จนมันตาบอดสนิท

เมื่อเอ็ดดี้ตาบอด ไมโลทำหน้าที่เป็นตาพาเอ็ดดี้ไปไหนมาไหน ทั้งที่ไมโลไม่เคยถูกฝึกเป็นสุนัขนำทางมาก่อน ปลอกคอไมโลมีกระพรวนเพื่อให้เอ็ดดี้รู้ว่าไมโลได้ยินและรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ทั้งสองไม่เคยห่างจากกัน แองจี้กล่าวว่าทั้งคู่มีความผูกพันยิ่งกว่าเพื่อน มันรักกันดุจพี่น้อง ซึ่งนอกจากไมโลมีหน้าที่เป็นเหมือนตาแล้ว มันยังเลียใบหน้าของเอ็ดดี้ที่แสดงถึงความเอาใจใส่กันและกันอีกด้วย

ในขณะที่เอ็ดดี้ตาบอดสนิท แองจี้ทราบในภายหลังว่าเจ้าไมโลกำลังป่วยหนักจากโรคโลหิตจางที่มันจำเป็นต้องได้รับการถ่ายเลือดอีกด้วย




วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

10 อันดับ วัตถุต้องคำสาป


Maori Warrior Masks

ชาว เมารีเป็นชนพื้นเมืองในนิวซีแลนด์ที่ได้ใช้เวลาเกาะสลักหน้ากาและรูปปั้น ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปสนามรบ ตามความเชื่อของชาวเมารี หากนักรบคนใดเสียชีวิตจากการสู้รบ ดวงวิญญาณของพวกเขาจะสิ่งสถิตในหน้ากาก และกลายเป็นหน้ากากต้องสาปที่เป็นภัยคุกคามคนอื่นๆ โดยเฉพาะผู้หญิงตั้งครรภ์และช่วงมีประจำเดือนจะเป็นอันตรายมากหากเข้ใกล้ ด้วยเหตุนี้ในพิพิธภัณฑ์อังกฤษจึงมีป้ายเตือนผู้หญิงให้ทราบในขณะรับชม หน้ากากของชนเผ่ามารี
9

Koh-i-Noor Diamond

เพ ชรโก อิ นัวร์ (มีความหมายว่าภูเขาแห่งแสงสว่าง) เป็นเพชรหนักกว่า 186 1/16 กะรัต (37.21 กรัม) ที่มีความเก่าแก่ที่สุดทฃในบรรดาเพชรที่มีชื่อเสียงต่างๆ จากทั่วโลก เพชรดังกล่าวถูกยึดมาจากลีปซิงห์ในปี ค.ศ. 1850 โดยบริษัทอังกฤษอินเดียตะวันออก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของมงกุฏเพชรอังกฤษ โดยตำนานฮินดูโบราณเชื่อว่าพระกฤษณะเป็นผู้สวมใส่เพชรเม็ดนี้ กล่าวกันว่าผู้ใดครองเพชรเม็ดนี้จะได้ครองโลก หากแต่จะพบโชคร้ายของมันด้วย โดยเจ้าของเพชรจะพบแต่ความขัดแย้งและความรุนแรง ตัวอย่างเช่น เชอร์ ชาห์ ซูรินาเม แห่งอินเดียได้พ่ายแพ้สนามรบ จักรพรรดิหุมายุนได้เพชรต่อมาก็เสียชีวิตจากการถูกระเบิด ลูกชายชาลัล ถูกฆ่าตายโดยพี่ชายของเขา ซึ่งจะยกเว้นพระเจ้าหรือผู้หญิงเท่านั้นที่สวมเพชรเม็ดนี้โดยไม่ต้องคำสาป แต่อย่างใด
8

Terra Cotta Army

ใน ปี 1974 กลุ่มชาวเกษตรกร 7 คนได้ค้นพบโบราณคดีที่น่าอัศจรรน์ นั้นคือกองทัพของทหารดินเผาที่ถูกฝังใต้ดิน ในหมู่บ้านซีหยาง เมืองหลินถง ซึ่งกองทัพทหารดินเผานั้นมีการปั้นที่มีความละเอียดสมจริง ตัวหุ่นสวมชุดเกราะมีคันธนู และลูกธนูทองเหลือง และเมื่อมีการค้นหาเพิ่มเติมก็พบว่ามีรูปปั้นทหารและรถม้าดินเผามากกว่า 8,000 ตัว และรถม้าไม้ 100 คัน ในอาณาเขตพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร เชื่อว่าเป็นหนึ่งในสุสานของฉินสื่อหวง ที่ยิ่งใหญ่ของจีน อย่างไรก็ตามแม้ว่าการค้นพบจะมีคุณค่าทางโบราณคดีและมีชื่อเสียงของประเทศ มากเพียงใด หากแต่กลุ่มเกษตรกรที่พบดินเผาะพวกนี้กลับต้องพบกับคำสาปและความโชคร้าย สามในกลุ่มเกษตรเสียชีวิตไม่กี่สิบปีต่อมาทั้งที่ยังหนุ่ม เกษตรกรที่เหลือลาออกและทำงานแรงงานขั้นต่ำทั้งที่เต็มไปด้วยหนี้และโรคภัย ไข้เจ็บ
7

Crying Boy Painting

ภาพ แด็กร้องไห้เป็นภาพชุดซีรีย์โดยจิตกรจี บราโกลิน ที่หลายคนเชื่อว่าจิตกรคนดังกล่าวใช้เด็กชายโชคร้ายที่สูญเสียครอบครัวจาก เพลิงไหม้ลึกลับคนหนึ่งเป็นต้นแบบร่างภาพ ซึ่งรูปถ่ายดังกล่าวเป็นที่นิยมมากในอังกฤษ หากแต่เวลาต่อมาในปี 1980 ก็กลายเป็นตำนานเมืองว่ากันว่าเป็นภาพต้องสาป หากใครแขวนภาพบนนี้ในบ้านก็จะเกิดไฟไหม้บ้านลึกลับ และที่น่าแปลกใจคือในขณะที่บ้านและข้าวของไหม้เป็นเถ้าถ่าน หากแต่มีภาพวาดเด็กร้องไห้ ผนังที่แขวนเท่านั้นที่ไม่ไฟจากเปลวเพลิงอย่างน่าพิศวง
6

เด ลี เพอร์เพิล แซฟไฟร์ หรือไพลินม่วงแห่งเดลี เชื่อว่าหินถูกปล้นมาจากวัดอินเดีย ในช่วงกลางปี 1800 กล่าวกันว่าใครที่ครอบครองมันจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพและการเงินแก่ผู้เป็น เจ้าของ ตัวอย่างเช่นเอ็ดเวิร์ด เฮรอนอัลเลน นักเขียนเขียนชื่อดังที่ได้ครอบค

เด ลี เพอร์เพิล แซฟไฟร์ หรือไพลินม่วงแห่งเดลี เชื่อว่าหินถูกปล้นมาจากวัดอินเดีย ในช่วงกลางปี 1800 กล่าวกันว่าใครที่ครอบครองมันจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพและการเงินแก่ผู้เป็น เจ้าของ ตัวอย่างเช่นเอ็ดเวิร์ด เฮรอนอัลเลน นักเขียนเขียนชื่อดังที่ได้ครอบครองไพลินนี้ จนเกิดเรื่องโชคร้ายแก่เขาและคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพและการเงิน แม้เขาพยายามโยนมันลงไปในคลองเพื่อกำจัดมันให้พ้นทาง แต่สามเดือนต่อมามันยังกลับคืนสู่เจ้าของ จนเขาต้องส่งมันไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติลอนดอน พร้อมกับมีคำแนะนำว่าห้ามให้ใครแตะต้องสัมผัสมันหลังจากตายของเขา
5

Hope Diamond

เพ ชรโฮป เป็นเพชรขนาดใหญ่ หนัก 45.52 กะรัต (9.10 กรัม) สีน้ำเงินเข้ม ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติสมิธโซเนียนในกรุง วอชิงตัน ดี.ซี. เพชรโฮปได้รับการอธิบายว่าเป็น "เพชรที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก"และเป็นเพชรที่มีคำสาป ซึ่งมันมีประวัติศาสตร์บันทึกยาวนานเปลี่ยนมือเจ้าของหลายครั้งระหว่างทาง จากอินเดียไปฝรั่งเศส ไปอังกฤษและสหรัฐอเมริกา โดยผู้ที่เป็นเจ้าของนั้นจะพบกับความโชคร้าย ความตายที่เกิดจากการฆาตกรรมและโศกนาฏกรรมอื่นๆ โดยเจ้าของคนแรกคือพ่อค้าเพชรชาวฝรั่งเศสชอง-แบปตีส ตาแวร์นีเย ซึ่งเขาได้นำเพชรนี้ลอบเข้าไปในปารีสซึ่งตามตำนานกล่าวว่าเขาถูกหมาป่ากิน
4

Uluru Rocks

เอ เยอร์สร็อค หรือ อูลูรู เป็นหินยักษ์ที่ตั้งตระหง่านในชนบทของออสเตรเลียที่มีนักท่องเที่ยวหลายพัน คนเข้าชมมากมายในแต่ละปี ซึ่งสำหรับชาวอะบอริจินิสถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเนื่องจากหินยักษ์นั้นเม็ดหินเรียบและมีเม็ดแร่สวยงามเพราะมีหินต่างๆ หลายชนิดรวมกัน ทำให้มีนักท่องเที่ยวบางคนเอาชิ้นส่วนหินกลับบ้านด้วย นอกจากจะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายที่เอาชิ้นส่วนหินออกนอกประเทศแล้ว หินนั้นยังเป็นมีคำสาปแช่งหากใครครอบครองมันจะนำมาซึ่งโชคร้าย โดยเฉพาะหากนำชิ้นส่วนออกจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของมัน ซึ่งส่วนมากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะโดนคำสาปกันถ้วนหน้าและมักส่งหินของพวก เขาทางพัสดุกลับไปยังประเทศออสเตรเลียพร้อมกับข้อความขอโทษ
3

Black Orlov

เพชร แบล็ก ออร์โลฟ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ " เนตรแห่งพรหม" ขนาด 67.50 กะรัต ค้นพบในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ในประเทศอินเดีย กล่าวกันว่าเป็นดวงตาของพระพรหมที่ถูกขโมยมาตามความชื่อของนักบวชศาสนาฮินดู ซึ่งอัญมณีถูกส่งผ่านไปยังเจ้าของหญิงหลายคนและซึ่งมีประวัติว่าผู้ที่เคย เป็นเจ้าของมันถึง 3 ราย ต้องพบจุดจบชีวิตที่น่าสยดสยอง สองในผู้หญิงที่ครอบครองมันได้กระโดดจากตึกสูงตาย อย่างไรก็ตามมีความพยายามล้างคำสาปที่ติดตามกับเพชร ด้วยการเพชรออกเป็นสามเม็ดย่อม จากนั้นเพชรถูกกระจายไปเป็นกรรมสิทธิ์ของบรรดามหาเศรษฐีทำให้สามารถรอดพ้นคำ สาปมาได้ อีกทั้งผู้เป็นเจ้าของก็ไม่หวั่นเพราะเพชรที่ว่าสวยมากจนไม่สนคำสาปเลยที เดียว
2

Blarney Stone Rocks

ผนัง หิน บลาร์นีย์ สโตนเป็นหินในตำนานบนยอดหอคอยของปราสาทบลาร์นีย์ ที่สร้างขึ้นเมื่อ 600 ปีก ในไอร์แลนด์ กล่าวกันว่าผ็ใดที่จุมพิตผนังหินที่นี้จะมีแต่ความโชคดีร่ำรวย ซึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีบุคคลสำคัญ ประธานาธิบดี นักแสดงและนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายจูบผนังนี้ อย่างไรก็ตามหากนำชิ้นส่วนของหินใดๆ จะนำมาซึ่งคำสาปแช่งในชีวิตของคนที่ขโมยมัน จากรายงานพบว่ามีหลายคนโชคร้ายหลังแอบหินนี้กลับมาบ้าน หลายคนมีภาวะซึมเศร้า ถูกเลิกจ้างงาน เป็นผลทำให้หลายคนทนไม่ไหวจึงส่งหินนี้ทางพัสดุไปยังสถานที่ของมันในที่สุด
1

Iceman

ไอซ์ แมนเป็นมัมมี่ที่มีสภาพสมบูรณ์ของชายอายุมากกว่า 5,000 ปีมาแล้ว โดยพบในเดือนกันยายน1991 ในเทือกเขาแอลป์ พรมแดนระหว่างออสเตรียกับอิตาลี โดยร่างของเขาถูกคนพบในน้ำแข็งครึ่งร่าง ถือว่าเป็นมัมมี่สมบูรณ์ที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ ปัจจุบันอยู่ในพิธภัณฑ์โบราณคดีในโบลซาโน ภาคเหนือของอิตาลี มัมมี่ดังกล่าวเต็มไปด้วยเรื่องประหลาดและน่าพิศวง รวมไปถึงคำสาปโดยเชื่อว่าใครก็ตามที่เกี่ยวข้องกับมัมมี่ตนนี้ไม่ว่าจะเป็น คนค้นพบและคนตรวจสอบจะตายอย่างลึกลับ โดยมีเหยื่อตายเพราะคำสาปทั้งสิ้นเจ็ดราย หนึ่งในผู้ค้นพบไอซ์แลนด์เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างเดินทางที่ จะไปกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับสิ่วที่เอาพบ และนักวิจัยคนอื่นๆ เสียชีวิตเพราะหิมะถล่มในเวลาไม่นาน ส่วนนักวิจัยคนอื่นเสียชีวิตจากสาเหตุเลือดผิดปกติหลังจากพบไอซ์แมน