วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

2012 Olympic Games - Opening Ceremony

2012 Olympic Games - Opening Ceremony
The Olympic rings are assembled above the stadium in a scene depicting the Industrial Revolution during the Opening Ceremony of the London 2012 Olympic Games at the Olympic Stadium on July 27, 2012 in London, England.






วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"กรุงเทพฯ" เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก เสน่ห์อยู่ที่ความคุ้มค่าของเงินและมิตรภาพ


เดินทางมาถึง มหานครนิวยอร์กเพื่อรับรางวัลอีกครั้ง สำหรับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพราะปีนี้เป็นครั้งที่ 4 ที่กรุงเทพมหานครซิวรางวัล “เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก” (The World’ s Best Award 2012) โดยผลโหวตจากนักท่องเที่ยวและผู้อ่านนิตยสาร “เทรเวล แอนด์ เลชเชอร์” ซึ่งเป็นนิตยสารท่องเที่ยวยอดนิยมของสหรัฐอเมริกา จากที่เคยได้รับรางวัลนี้มาแล้ว เมื่อปี 2551, 2553 และ 2554
ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่ารางวัลนี้มาจากการโหวตของผู้อ่านนิตยสาร เทรเวล แอนด์ เลชเชอร์ 
โดย ทางนิตยสารได้จัดทำแบบสอบถามผ่านทางอีเมลและจดหมายให้ผู้อ่านและสมาชิกจำนวน 30,000 คน แสดงความคิดเห็นและให้คะแนนในช่วงเดือนธันวาคม 2554-มีนาคม 2555 โดยใช้เกณฑ์ในการพิจารณา 6 ประการ คือ 1. สถานที่ท่องเที่ยว ทัศนียภาพ ความสวยงามและความร่มรื่น 2. ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี 3. อาหารการกิน 4. แหล่งจับจ่ายใช้สอย 5. ความเป็นมิตรของผู้คน และ 6. ความคุ้มค่าของเงินหรือความพึงพอใจที่ได้รับจากการจับจ่าย
ขอบคุณภาพจากเดลินิวส์
ขอบคุณภาพจากเดลินิวส์
โดย 10 อันดับเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลกจากผลโหวตในปี 2012 นี้ กรุงเทพมหานคร ได้คะแนนโหวตอันดับ 1 ด้วยคะแนน 89.87 เฉือนชนะเมืองอันงดงามชวนฝันอย่างเมืองฟลอเรนซ์ อิตาลีที่ได้คะแนน 89.14 คะแนน ไป อยู่ในอันดับ 2 ส่วนอันดับ 3. กรุงอิสตันบูล ตุรกี 89.11 คะแนน อันดับ 4. เมืองเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ 88.49 คะแนน อันดับ       5. เมืองซิดนีย์ ออสเตรเลีย 88.52 คะแนน อันดับ 6. กรุงโรม อิตาลี 88.49 คะแนน อันดับ 7. นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา 88.12 คะแนน อันดับ        8. ฮ่องกง 88.03 คะแนน อันดับ 9. กรุงโตเกียว 87.90 คะแนน และอันดับ 10. กรุงปารีส ฝรั่งเศส 87.67 คะแนน นอกจากนี้ในระดับเอเชียกรุงเทพฯยังเป็นอันดับ 1 ในระดับเอเชีย ชนะเมืองใหญ่ ๆ อย่างเช่น โตเกียว ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง จากประเทศจีน รวมถึงสิงคโปร์ ด้วยผลคะแนน 89.87 คะแนน อีกด้วย

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า การ ได้รับรางวัลในครั้งนี้และที่ผ่าน ๆ มา ไม่ใช่ผลงานของ กทม. หรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลงานของชาวกรุงเทพฯ และประชาชนชาวไทยทุกคน รวมถึงภาครัฐและเอกชนทั้งหมด ที่ร่วมกันต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ซึ่งทางนิตยสารได้บอกว่า เสน่ห์ที่สำคัญของกรุงเทพฯ ที่คนสนใจมากที่สุดคือ การซื้อขายจับจ่ายใช้สอยที่สะดวก ราคาประหยัด ความเป็นมิตรยิ้มแย้มแจ่มใสของคนไทย และความพิเศษของอาหารที่ขายอยู่ริมถนน หาซื้อได้ง่ายแต่อร่อยมาก ซึ่ง ตนเห็นว่าการค้าขายข้างถนนนั้นเป็นเสน่ห์ที่น่าสนใจอย่างมาก แต่ที่สำคัญคือเราต้องควบคุมคุณภาพให้สะอาดปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว เพราะหากเราพลาดแล้วนักท่องเที่ยวอาจจะจำไปตลอดและไม่กลับมาอีก ดังนั้นจึงต้องพยายามช่วยกันรักษามาตรฐานของเราไว้ เช่นเดียวกับรางวัลที่เราได้รับ

สำหรับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. 
ได้ชูนโยบายภายใต้แคมเปญ “กรุงเทพฯ เมืองยิ้ม” หรือ Bangkok Smiles 5 ด้าน 1. ด้านวัฒนธรรม ประเพณี ได้แก่ สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เช่น วัด พระบรมมหาราชวัง ที่มีความสวยงามคู่บ้านคู่เมือง รวมถึงการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรมและประเพณีต่าง ๆ 2. วิถีชีวิตริมแม่น้ำ ลำคลอง ที่สื่อถึงความงดงาม ของวิถีชีวิตชาวไทยที่ผูกพันกับสายน้ำตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 3. อาหาร-การจับจ่ายใช้สอย ความเป็นเลิศและหลากหลายของอาหารการกิน รวมถึงย่านจับจ่ายสินค้าที่ทันสมัยและครบวงจร ตั้งแต่ตรอกซอกซอยจนถึงห้างสรรพสินค้าชั้นนำ 4. ด้านสุขภาพ ทั้งการนวดแผนโบราณ สปาแบบไทย รวมถึงโรงพยาบาลที่ทันสมัย เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ และ 5. ความคุ้มค่าของเงินที่นักท่องเที่ยวจะใช้จ่ายท่องเที่ยวในกรุงเทพฯได้อย่าง คุ้มค่ามากกว่าที่อื่น ๆ

ทั้งนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเยี่ยมเยียนเมืองหลวงของไทยแห่งนี้้ก็มีปริมาณมากและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 
จาก ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้น พบว่าในปี 2553 มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากถึง 10.44 ล้านคน สร้างรายได้ให้ กทม. จำนวน 427,504.19 ล้านบาท และในปี 2554 ยอดเพิ่มขึ้นถึง 12.25 ล้านคน (แต่ยังไม่มีการรายงานข้อมูลด้านรายได้) ส่วนในปี 2555 นี้ ในช่วง 5 เดือนแรก มียอดนักท่องเที่ยวแล้วเกือบ 9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่ยังเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนและญี่ปุ่นเป็นหลัก นอก นั้นจะเป็นนักท่องเที่ยวจาก อินเดีย ตะวันออกกลาง อังกฤษ เกาหลี อเมริกาที่มียอดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กทม. เองก็ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อ เนื่อง

ด้านคุณสมจิตร ธรรมสุริยะมิตร เจ้าของและคนดูแลร้านอาหารไทย “ผ่องศรี” ในย่านไชน่าทาวน์ มหานครนิวยอร์ก ที่เปิดมาประมาณ 40 ปีแล้ว
เล่า ว่า “สำหรับกิจการร้านอาหารไทยที่นิวยอร์กนี้ ก็ยังมีชื่อเสียงและทำรายได้อย่างต่อเนื่อง อาจจะมีซบเซาไปบ้างในช่วงเหตุการณ์ก่อการร้าย เมื่อ 11 กันยายน 2544 แต่ก็กลับมาทำรายได้ดีอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน คนที่มารับประทานอาหารนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการได้ไปเยือนกรุงเทพฯ และได้รับประทานอาหารไทยอร่อย ๆ มา เมื่อกลับมาที่อเมริกาแล้วรู้สึกอยากรับประทานอาหารไทยก็จะเดินทางมาที่ร้านของเรา ซึ่ง ส่วนตัวแล้วตนก็ดีใจที่เมืองไทยและกรุงเทพฯ ได้รับรางวัลเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดหลายปีแบบนี้ เพราะจะทำให้นักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นและให้ความสนใจอาหารไทยมากขึ้น ร้านอาหารไทยที่นี่และรวมทั้งที่อื่น ๆ ก็จะประสบความสำเร็จไปด้วย”

ดูเหมือนว่ารางวัลที่ได้รับ แม้จะไม่ได้บ่งบอกว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ พัฒนาก้าวหน้า หรือทันสมัย แต่เป็นการบอกเราว่าความสุขจากเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้หาได้ไม่ยาก จากสิ่งง่าย ๆ ที่มีอยู่ อย่างเป็นเอกลักษณ์ ถือว่าคุ้มค่าสำหรับเงินที่มีอยู่ และที่สำคัญคุ้มค่ามากสำหรับมิตรภาพที่สวยงามที่ได้รับจากผู้คน จนไม่ควรพลาดที่จะมาเยือนสักครั้ง.

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Voila !!! c'est ma journée

Le matin, je me lève à 5 heures 30 , et je me lave et je m’habille. Puis , je vais à l’école en bus à 6 heures.
 À midi , je déjeune à la cantine avec mes amies. À 16 heures, je vias chez moi . Je fais mes devoirs.
   Le soir , nous dînons en famille et mes parents et moi regardons le journal , mais ma sœur, elle aime lire une BD . Puis, je me coche à 22 heures. Voila !!!  c’est ma journée

วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

KFC

ใครชอบกิน KFC บ้างครับ ลองอ่านดู!!!
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
KFC เป็นอาหารที่คนอเมริกันกินกันมาก และแพร่หลายมากในอเมริกา
แต่ใครจะรู้ละว่า พวกเขากำลังกินอะไรเข้าไป

จากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ KFC ของมหาวิทยาลัยนิวแฮมเชียร์ พบข้อเท็จจริงบางอย่างที่น่าตกใจ แต่ก่อนอื่น ใครรู้บ้างว่า
ทำไมบริษัทถึงต้องเปลี่ยนชื่อจาก Kentucky Fried Chicken ไปเป็น KFC

เหตุผลเป็นเพราะว่า บริษัทนี้ไม่สามารถใช้คำว่า chicken หรือ ไก่ ไม่ได้อีกต่อไป
เพราะ KFC ไม่ได้ใช้ไก่จริงๆ ในการทอดขายลูกค้า
แต่บริษัทนี้ใช้ไก่ที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม มาทอดให้ลูกค้ากิน

ไก่นี้ได้รับการเลี้ยงให้มีชีวิตอยู่ด้วยการต่อท่อเข้าไปในร่างกายของไก่เพื่อปั๊มเลือด
และฉีดสารอาหารบำรุงกำลังเข้าไปในตัวไก่ ไก่พวกนี้ไม่มีจะงอย ไม่มีขน และไม่มีเท้า
เพื่อทำให้โครงสร้างของกระดูกหดตัวลง เพื่อให้ได้เนื้อมากที่สุด

ซึ่งสิ่งนี้เป็นกลยุทธ์เด็ดของ KFC
เพราะมันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนในการผลิตให้กับบริษัทเป็นอย่างมาก
เนื่องจาก ไม่ต้องถอนขน จะงอย และเท้าไก่เวลาฆ่า รัฐบาลอเมริกันไม่อนุญาตให้ใช้คำว่า ไก่
กับผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาใช้อีกต่อไป

ขอให้ดูภาพข้างล่าง แล้วคุณจะรู้ว่า ทำไมถึงไม่ให้เรียกว่า ไก่
คนที่นำข้อมูลนี้มาเปิดเผย ไม่ได้ต้องการสร้างให้เกิดกระแสตื่นตระหนกแต่อย่างใด
แต่ต้องการให้สาธารณชนได้รับรู้ เพื่อที่ทางบริษัทจะได้มีสำนึก
และหันกลับมาใช้ "ไก่" ที่แท้จริงมาทำผลิตภัณฑ์

ขอย้ำว่า ภาพข้างล่าง คือภาพที่ได้จากการถ่ายรูปของไก่ที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมจริงๆ
ไม่ใช่ภาพการ์ตูนย์แอนนิเมชั่นหรือภาพตัดต่อแต่อย่างใด

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทำไมเราจึงเรียกเงินเดือนว่า salary


คำว่า salary มาจาก salt เกลือ นี่แหละ

ในสมัยโรมัน เกลือคือของหายาก

และนำมาเป็นค่าตอบแทนการทำงานเหมือนเงินในสมัยนี้


แต่ไม่รู้ว่าให้กันกี่กระสอบหรือกี่กิโล





(salarium คือ เงินพิเศษของทหารโรมันที่สามารถเบิกไปซื้อเกลือ)

และถ้าสมัยนั้นมีการจ้างงานเป็นเดือน คนโรมันคงจะพูดกันว่า

"เฮ้ย! นาย เกลือเดือนนายออกยัง
ของเรายังไม่ออกเลย

แถมเดือนที่แล้วเราทำโอทีไป 2 กิโล ด้วยเนี่ย"

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สาวน้อยหัวใจเพชร


สาวน้อยกำลังล้างเท้าให้แม่ของเธอ

มีรายงานข่าวในเดือนมีนาคม  2012  ว่ามีสาวน้อยวัย 13 ปีต้องดูแลแม่ปัญญาอ่อนกับพ่อเพียงลำพัง มานานกว่า 7 ปี ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่หนักหนามากสำหรับเด็กวัยเช่นนี้ นอกจากเธอต้องดูแลแม่แล้วเธอยังต้องเรียนหนังสือเฉกเช่นเด็กคนอื่นๆ ซึ่งตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมต้น  จากการทราบข่าวจากครอบครัวนี้ผ่านไป 2 เดือนที่ผ่านมา  ผู้สื่อข่าวยังคงติดตามความเป็นอยู่ของครอบครัวนี้  สาวน้อย เฉิง หงหลี่ ดูแลเองเพียงลำพังมาโดยตลอด
พ่อของหลี่ป่วยเป็นปัญญาอ่อนเช่นเดียวกับแม่ของเธอ หากเป็นไม่มากนัก ปัญญาอ่อนของแม่ทำให้ไม่สามารถดูแลตัวเองได้   ส่วนปู่ย่าตายายก็ล้วนเสียชีวิตไปหมดแล้ว  พ่อของหลี่ที่ปัญญาอ่อนเพียงเล็กน้อยก็มีหน้าที่ออกไปทำงานนอกบ้าน โดยทิ้งให้แม่อยู่บ้านเพียงลำพัง ซึ่งหลี่เป็นห่วงว่าใครจะดูแลท่าน
ป้าเพื่อนบ้านกล่าวว่า หลี่มีอายุเพียงแค่ 13 ปี แต่เธอมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าฉันเสียอีก 
ในเดือนกันยายน 2011  เธอจำต้องย้ายโรงเรียนซึ่งห่างจากบ้านพ่อ  เลยจำต้องเช่าบ้านอยู่ แน่นอนความเป็นอยู่ก็ย่อมลำบากมากขึ้น
หลี่ และแม่อาศัยบ้านเช่าที่มีสภาพทรุดโทรมอยู่ห่างจากโรงเรียนเพียง 200 เมตร  โดยเสียค่าเช่าเดือนละ 50 หยวน
เวลา 16:40 กลับมาจากโรงเรียนหลี่รีบต้มน้ำเพื่อสระผมบริเวณนอกบ้าน เพราะในบ้านไม่มีท่อระบายน้ำให้แม่ก่อนที่จะทำการบ้าน
หลี่ตั้งใจทำอาหารที่แม่เธอชอบ
อาหารค่ำที่แม่กับเธอต้องร่วมกัน ซึ่งมีกับข้าวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แม้งานบ้านจะมากมายนัก แต่เธอก็พยายามเจียดเวลาอ่านหนังสือ
เฉิง เวนหยู่ แม่ของเฉิง หงหลี่ 
สาวน้อยหลี่ได้รับของขวัญชิ้นแรกที่เธอ ได้แก่ หนังสือเรียน และรองเท้ากีฬา ซึ่งเธอไม่มีมานานแล้ว สร้างความซาบซึ้งใจต่อเธอยิ่งนัก
ครูหลิว ซัวเหม่ยครูประจำชั้นของหลี่ชมเธอกับผู้สื่อข่าวว่า หลี่มีความตั้งใจเรียน และผลการเรียนดี เธอมักจะยกมือถามหากสงสัย ที่สำคัญเธอไม่เห็นว่าตัวเองด้อยกว่าใครๆ เธอมีสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนๆในชั้น
ความตั้งใจของหลี่คือ เธอต้องการอยากเป็นหมอเพื่อรักษาอาการป่วยของแม่

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

5 กิจกรรมงานครัวที่จะทำให้ไม่สบาย



งาน ครัวเป็นเรื่องของแม่บ้าน นับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ที่เซอร์ไพรส์ก็ต้องมี "พ่อบ้าน" นี่แหละทำงานครัว แต่รูปแบบหลังจากนี้ถือว่าเป็นประชากรส่วนน้อยของโลกอย่างแน่นอน

เมื่อ ข้อเท็จจริงเป็นเสียอย่างนี้แล้ว การเรียนรู้โลกแห่งความเป็นจริงว่า การทำงานครัวก็อาจจะนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพด้วยนั้น ก็จะช่วยให้เรารู้จักกันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ...มาดูกัน

ภัยจาก ‘ฟองน้ำ’ ในห้องครัวของคุณ

จาก การศึกษาของสถาบัน NSF International หรือองค์กรส่งเสริมอนามัยแห่งชาติอิสระระหว่างประเทศ ระบุว่าอันตรายจากฟองน้ำนั้น เกิดจากการซับล้างสิ่งต่างๆ ภายในบ้านของเจ้าฟองน้ำนี้ ขณะเดียวกันองค์กรดังกล่าวยังบอกอีกว่า ฟองน้ำ ในห้องครัวนั้นควรจะวางให้ไกลจากพื้นที่สกปรกภายในบ้าน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันสะสมเชื้อแบคทีเรียไว้กว่า 150 ครั้ง และก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อราได้มากกว่าในแปรงสีฟันของคุณด้วยซ้ำ และคุณจะรับเชื้อแบคทีเรียในขณะที่กำลังใช้ฟองน้ำทำความสะอาดสิ่งต่างๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งนั่นเป็นเพราะคุณไม่เคยฆ่าเชื้อฟองน้ำระหว่างการใช้งานเลย จึงส่งผลให้เชื้อโรคทวีคูณขึ้นนั่นเอง ดร.ร็อบ โดนอฟริโอ ผู้อำนวยการองค์กรฯ กล่าวต่อว่า จะมีคนบางกลุ่มที่ไม่ได้รับความเจ็บป่วยจากเชื้อโรคที่พวกเขาค้นพบขึ้น โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินอาหาร เช่น เชื้ออีโคไล ซึ่งสามารถก่อให้เกิดโรคร้ายแรง ซึ่งวิธีกำจัดสิ่งสกปรกบนฟองน้ำที่ดีที่สุด คือการทำลายเชื้อโรคฟองน้ำของคุณ โดยการนำฟองน้ำที่เปียกเข้าไมโครเวฟวันละ 2 นาทีทุกวัน และควรเปลี่ยนฟองน้ำทำความสะอาดทุกๆ 2 สัปดาห์

ภัยคุกคามจาก ‘ตู้เย็น’

แม้ ว่าอุณหภูมิเย็นจะช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย แต่อย่างไรก็ตาม ตู้เย็นของคุณจะต้องมีอุณหภูมิ 40 องศาฟาห์เรนไฮต์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม คุณสามารถลดความเสี่ยงของความเจ็บป่วยจากอาหารลง โดยการรักษาแถบบอกอุณหภูมิตู้เย็นโดยใช้เครื่องวัดอุณหภูมิ คุณสามารถหาซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิตู้เย็นและตู้แช่แข็งได้ที่ร้านค้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และที่ศูนย์ใกล้บ้านคุณ หรือร้านขายอุปกรณ์เครื่องครัวออนไลน์

ภัยจาก ‘เขียง’ ใบน้อยของคุณ

ว่า กันว่าเนื้อดิบๆ บนเขียงนั้นก่อให้เกิดเชื้อแบคทีเรียได้ โดยที่คุณแม่บ้านอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขณะเดียวกันเนื้อสัตว์ปีกและปลาสามารถปนเปื้อนเชื้อโรคได้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ปรุงสุกแล้ว หรืออาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์สดใหม่ก็ตาม ดังนั้นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงในการปนเปื้อนเชื้อโรคไปสู่อาหารนั้น คุณแม่บ้านควรแยกเขียงในการปรุงอาหารแต่ละประเภท เช่น เขียงสำหรับหั่นเนื้อดิบ ไก่ ปลา และอาหารที่ปรุงสุกใหม่ที่ต้องหั่นบนเขียง ก็จะช่วยลดการปนเปื้อนเชื้อของโรคไปสู่อาหารได้ทางหนึ่ง

ภัยนึกไม่ถึงจาก ‘ไข่สุกๆ ดิบๆ’

หาก คุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารที่มีไข่แดงไหลเยิ้มเป็นส่วน ประกอบ หรือแอบขโมยบางส่วนของไข่มาผสมกับแป้งเพื่อทำคุกกี้ และถ้าคุณไม่ได้เป็นคนเดียวที่ทำแบบนั้น กลุ่มผู้บริโภคอาหารอินทรีย์ในสหรัฐ หรือ “usda” ได้ออกมาแนะนำให้หลีกเหลี่ยงไข่สุกๆ ดิบๆ (โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ) เพราะอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเจ็บป่วย จากภาวะอาหารสุกๆ ดิบๆ ที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เช่น การปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินอาหาร อย่างเชื้อจุลินทรีย์ “แซลโมเนลล่า”

ซึ่ง เชื้อดังกล่าวจะเข้าสู่ร่างกายของคุณในขณะที่คุณไม่สามารถรักษาความสะอาดที่ มือได้ (เช่น มือของเด็กๆ) หลีกเลี่ยงการนำส่วนผสมจากไข่ดิบออกจากแป้งคุกกี้ และเมนูอาหารที่ต้องปรุงโดยใส่ไข่สุกๆ ดิบๆ ลงไปในอาหาร พิจารณาความสดสะอาดโดยการสังเกตจากเปลือกไข่ อย่างไรก็ตาม เจ้าไข่สุกๆ ดิบๆ เหล่านี้ก็ไม่แตกต่างไปจากไข่ปกติทั่วไป แต่ต้องได้รับความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้อันตรายต่อสุขภาพก่อน รับประทาน ก็จะช่วยทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยกว่าการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ

ภัยคุกคามจาก 'อาหารค้างคืน’

คุณ แม่บ้านทั้งหลายคุณควรทิ้งอาหารค้างคืน เพราะอาหารเหล่านี้อาจนำมาซึ่งโรคระบาด โดยมีอาหารเป็นต้นเหตุนั่นเอง แต่จากการสำรวจและวิจัยของมหาวิทยาลัยรัทเจอส์ พบว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 60 นั้นจะชอบค้นหาอาหารค้างคืนในครัวของตน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคในอาหาร เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีการสำรวจอาหารค้างคืน นั่นย่อมเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า อาหารที่อยู่ในตู้เย็นของพวกเขานั้นย่อมจะปลอดภัยอย่างแน่นอน และถ้าหากคุณแม่บ้านท่านใดที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับการสำรวจอาหารค้างคืนนั้น เข้าไปได้ที่ www.recalls.gov. 
     
ขอบคุณ : หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์