วันจันทร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557

จีนทุ่มสร้างเรือไททานิคในสวนสนุก จัดเต็มเอฟเฟกต์ชนแล้วจม

บริษัทจีนเตรียมทุ่ม 5 พันล้าน สร้างเรือไททานิคในสวนสนุก ให้คนสัมผัสประสบการณ์ระหว่างเรือถูกชนด้วยการใช้เทคนิคแสงสีและเสียง

เมื่อ วันที่ 14 มกราคม 2557 เว็บไซต์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานว่า บริษัทจีนรายหนึ่งเตรียมทุ่มทุนกว่า 5 พันล้านบาท สร้างเรือไททานิคจำลองขนาดเท่าของจริงในสวนสนุก พร้อมให้นักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์ชนแล้วจม ผ่านเอฟเฟกต์แสงสีและเสียงน้ำ

บริษัทแห่งนี้คือ เซเว่น สตาร์ อีเนอร์จี อินเวสต์เมนท์ ได้ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมาว่า ทางบริษัทกำลังจะจับมือกับบริษัทอเมริกันแห่งหนึ่ง ในการออกแบบและสร้างเรือไททานิคขนาดเท่าของจริง ณ สวนสนุกเมืองต๋าอิ๋ง มณฑลเสฉวนของจีน โดยจะใช้งบประมาณ 5 พันล้านบาท เนรมิตเรือไททานิคในสวนสนุก พร้อมกับมีการจำลองฉากขณะชนภูเขาน้ำแข็ง ก่อนจะจมลงในน้ำด้วย ซึ่งเมื่อเรือชนภูเขาน้ำแข็งแล้ว เรือจำลองนี้ก็จะสั่นสะเทือนเหมือนกำลังจมลงจริง ๆ นอกจากนี้ จะมีการเนรมิตเสียงและเอฟเฟกต์แสงสี เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าน้ำกำลังเข้ามาในเรือจริง ๆ ด้วย

ส่วน เรื่องระยะเวลาในการสร้างนั้น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี หลังจากเริ่มสร้าง อย่างไรก็ดี ทางเซเว่น สตาร์ อีเนอร์จี อินเวสต์เมนท์ ไม่ได้ระบุว่าจะเริ่มสร้างเรือลำนี้กันเมื่อไหร่


วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557

อาหารต้องห้ามขณะท้องเสีย



เวลา ท้องเสียมันแสนทรมานจริงๆ จะทานนู่นก็ไม่ได้ ทานนี่ก็ไม่ได้ เพราะกลัวอาการจะยิ่งหนักขึ้น ถ้าเช่นนั้นมาจำกันไว้ดีกว่า ว่าถ้าท้องเสียขึ้นมา อะไรทานได้ อะไรทานไม่ได้บ้าง

สำหรับคนท้องเสียเรื้อรัง มักจะมีอาการปวดท้อง และถ่ายเหลว ซึ่งจะเป็นๆ หายๆ บางคนเรียกว่า คนธาตุอ่อน อาหารต้องห้าม คือ อาหารจำพวกรสเผ็ด เปรี้ยว ของทอดของมัน เหล้า เบียร์ นมสด ชา กาแฟ น้ำส้ม สายชู และกะทิ เป็นต้น 

ส่วนอาหารที่ควรกิน ก็คืออาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง ธัญพืชต่างๆ รวมถึงอาหารที่มีไขมันต่ำ มีจุลินทรีย์ชนิดแล็คโตบาซิลลัส หรือไบฟิโดแบคทีเรีย เป็นส่วนผสมอยู่ด้วยจะดีมาก นอกจากนั้นการกินอาหารในแต่ละครั้งก็ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะ และควรเคี้ยวให้ละเอียดค่ะ

สำหรับอาการท้องเสียฉับพลัน เป็นอาการที่จะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ มีลักษณะถ่ายเหลวเป็นน้ำ และมีอาการปวดท้องร่วมด้วย ไม่ควรทาน ผัก ผลไม้ และน้ำผลไม้

ส่วนอาหารที่ควรกิน ก็คือผงน้ำตาลเกลือแร่ ชงน้ำ เพราะเวลาที่เราท้องเสียร่างกายจะสูญเสีย เกลือแร่ ดังนั้นเราหมั่นดื่มเกลือแร่บ่อย ๆ แทนน้ำค่ะ นอกจากนั้นควรกินอาหารที่ย่อยง่ายอย่างเช่นโจ๊ก ข้าวต้ม เป็นต้น

เชื่อ ว่าการที่เราเลือกรับประทานอาหารอย่างถูกวิธีในขณะที่ท้องเสียจะช่วย ให้ลำไส้ไม่ต้องทำงานหนัก อีกทั้งยังส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายของเราด้วย

วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ทูน่า



ฟังดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะร้านซูชิทั้งหลายก็ยังคงปั้นมากุโร่ขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสั

 แถมบางร้านยังมีโปรโมชั่นบุฟเฟ่ต์ราคาสุดเวอร์แต่กินไม่อั้นซะด้วย ซึ่งดูๆ ไปแล้วก็ไม่น่าจะมีวี่แววอะไรที่บ่งบอกว่า "ทูน่า" กำลังจะหายไปจากโลกเลยสักนิด แต่จริงแล้วมันจะเป็นแบบที่เราเข้าใจหรือเปล่า?
 
นับ เป็นความพิเศษเหนือปลาชนิดใดในโลก เพราะปลาทูน่านั้นมีระบบหมุนเวียนเลือดแบบสัตว์เลือดอุ่น จึงทำให้ร่างกายของมันมีปริมาณฮีโมโกลบินสูงกว่าปลาชนิดอื่น จนทำให้เนื้อของมันกลายเป็นสีแดง และจากการที่พวกมันสามารถโลดแล่นไปได้ทั้งในเขตอาร์กติกและโลกเขตร้อน ทำให้ปลาทูน่านั้นต้องมีการสะสมไขมันเพื่อการเดินทาง และนั่นเป็นการนำภัยอันใหญ่หลวงมาสู่ตัวมันเอง
จากข้อมูลในนิตยสาร NATIONAL GEOGRAPHIC ฉบับ เดือนเมษายน ปี 2006 ได้รายงานปริมาณการบริโภคปลาทูน่าที่เพิ่มจากไม่ถึง 1 ล้านเมตริกตัน เป็น 6 ล้านเมตริกตัน ในช่วงปี 1950 - 2004 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการในตลาดซูชิและอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกที่โหยหาการ บริโภคเนื้อแดงและเนื้อติดมันของปลาทูน่า ที่ไม่เพียงราคาแพงเท่านั้น 

แต่ยังมีเฉพาะในปลาทูน่าขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัมขึ้นไปอีกด้วย
 
แม้จะยังมีปลาทูน่าให้จับ แต่ใช่ว่าจะสามารถจับได้ตลอดไป จากข้อมูลของ World Wildlife Fund (WWF) หรือ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ได้รายงานว่า หากยังมีการทำประมงปลาทูน่าอย่าเช่นทุกวันนี้ และไม่มีการออกระเบียบการทำประมงเพื่อคุ้มครองปลาทูน่าที่เข้มงวดกว่าที่ เป็นอยู่ ในอีก 50 ปีข้างหน้า โลกอาจต้องจารึกให้ปลาทูน่าเป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่หายไปเพราะมนุษย์
 
ปัจจุบัน การทำประมงปลาทูน่าพุ่งเป้าไปที่ปลาทูน่าขนาดใหญ่ คือ ปลาทูน่าครีบเหลือง และปลาทูน่าครีบน้ำเงิน ซึ่งทั้งสองชนิดนี้ต่างเป็นปลาทูน่าขนาดใหญ่ที่เคยมีชุกชุมและพบได้ทั่วไปใน เกือบทุกมหาสมุทรทั่วโลก แต่หลังจากเทคโนโลยีด้านการประมงมีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น และมนุษย์สามารถก้าวเข้าไปในทะเลได้มากขึ้น ทำให้ปริมาณทูน่าทั้งสองสายพันธุ์มาถึงจุดวิกฤติและนำไปสู่การทำฟาร์มปลาทูน่า

ต่าง จากการทำฟาร์มปลาแซลมอน เพราะปลาทูน่าส่วนใหญ่ที่นำมาเลี้ยงในระบบฟาร์มนั้น ไม่ได้เกิดจากการเพาะพันธุ์โดยมนุษย์ แต่เป็นการกวาดต้อนฝูงปลาทูน่าในมหาสมทุรเปิด เพื่อนำมาขุนจนอ้วนด้วยอาหารที่ทางฟาร์มเป็นผู้กำหนดเอง ซึ่งแปลว่าอาหารจากฟาร์มบางแห่งไม่ใช่อาหารตามธรรมชาติของปลาทูน่า
 
จากข้อมูลของนิตยสาร NATIONAL GEOGRAPHIC ฉบับ เดิมได้พูดถึงการทำฟาร์มปลาทูน่าในช่วง 10 ปีก่อนว่าอาหารส่วนใหญ่ที่ใช้ขุนปลาทูน่านั้นเป็นอาหารสดเช่น ปลาซาร์ดีนและหมึก แต่ในระยะหลังได้มีการปรับสูตรอาหารสำหรับขุนปลาขึ้นมาใหม่โดยในเนื้อปลาผสม แป้งข้าวโพดในอัตรา 1:1 สำหรับขุนปลาในระยะแรกเพื่อทำให้ปลาทูน่าอ้วนและสะสมไขมันปริมาณมากในระยะ เวลาสั้นๆ ซึ่งเป็นเกรดที่สามารถเรียกราคาจากตลาดซูชิและอาหารญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี

จาก ระบบการทำฟาร์ม อาจทำให้มนุษย์มีปลาทูน่าปริมาณมากไว้บริโภคได้ตลอดทั้งปีในราคาที่ถูกลง แต่นั่นไม่ได้หมายความปริมาณปลาในธรรมชาติจะเพิ่มขึ้น แต่กลับเป็นการเร่งขบวนการสูญพันธุ์ของทูน่าให้เร็วยิ่งขึ้น 

เพราะ ปลาอ้วนๆ เหล่านี้มักถูกส่งไปขายก่อนที่จะถึงวัยเจริญพันธุ์ เมื่อบวกกับปริมาณปลาในธรรมชาติที่เหลือน้อยเต็มที ทำให้โอกาสที่ประชากรทูน่าจะกลับมานั้นเป็นไปได้ยาก

10 ศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่ออกเสียงผิดบ่อย




สังเกตว่าสิ่งที่สำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษ คือการสื่อสารให้ผู้ฟังเข้าใจ

ถ้า เราไม่สามารถออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษให้ถูกต้องได้แล้ว จะเอามารวมเป็นประโยคให้ถูกต้องได้ยังไงจริงไหม ในบทความชุด “10 ศัพท์ภาษาอังกฤษสุดฮิต คนไทยออกเสียงผิดบ่อย” วันนี้ รวบรวมคำศัพท์ที่เราออกเสียงผิดบ่อย ซึ่งจะมาจากประสบการณ์ตรงบ้าง หนังสือ หรือข้อมูลในอินเตอร์เน็ตบ้าง เรามาดูกันเลย

10 ศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่คนไทยออกเสียงผิดบ่อย

1. salmon (n.) แซ-เมิน

Species of edible marine fish that spawns in freshwater and has tender pinkish flesh

ปลาแซลมอน

สำหรับ คนที่รักการกินซูชิ ย่อมต้องเคยลิ้มลองปลาแซลมอนแน่นอน แต่ฝรั่งเค้ากลับอ่านคำนี้ว่า แซ-เมิน ซะงั้น ทำเอาผมเข้าใจผิดมาเป็นสิบๆปีเลยนะเนี่ย กับคนไทยสั่งปลาแซลมอนได้ไม่เป็นไร แต่กับฝรั่งถ้าตัดเสียง l ออกไปคงจะดีไม่น้อยนะครับ

2. comfortable (adj.) คั๊มฟ-ทะเบิล

Providing physical comfort; easy; relaxing

ความสะดวกสบาย

ตอน เป็นเด็กผมชอบอ่านคำนี้ว่า คอม-ฟ้อร์ท(เสียงสูง)-เทเบิล แต่เพิ่งมารู้ว่ามันผิด ผิดตรงการเน้นเสียงนี่แหละ เราจะไปเน้นที่พยางค์สองของคำ  ซึ่งจริงๆแล้วต้องออกเสียง ฟึ่ท สั้นๆหลังพยางค์แรก กลายเป็น คั๊มฟ-ทะเบิล แทน

3. effect (n., v.) อิ-เฟ็คท์

Something brought about by a cause or agent; a result

ผลกระทบ ผลลัพธ์

สำหรับ ศัพท์ภาษาอังกฤษตัวนี้เราจะอ่านผิดบ่อยมาก เพราะดันไปยึดติดกับคำว่า special effect สเปเชียล เอฟเฟ็คท์ พอเจอคำนี้เข้าไปก็อ่านว่า เอฟเฟ็คท์ กันถ้วนหน้าเชียว คำอ่านที่ถูกต้องจริงๆคือ อิ-เฟ็คท์ ครับ ออกเสียง f แค่ตัวเดียวพอ อ่านเร็ว เน้นพยางค์หลังด้วยนะ

4. etc. (abbr.) เอ็ท-เซเทอรา

And so on, and so forth, and the rest

และอื่นๆ

มอง แวบแรกอย่าไปคิดว่า etc. เป็นชื่อวงดนตรีเชียวนะครับ จริงๆแล้วมันย่อมาจากคำว่า et cetera เป็นภาษา Latin ที่หมายถึง และอื่นๆอีกมากมาย ที่เรามักเห็นตอนท้ายประโยคเหมือนกับ ฯลฯ ของภาษาไทยนั่นเอง

จากประสบการณ์พรีเซ้นท์งานภาษา อังกฤษในห้องเรียน เคยมีกลุ่มหนึ่งทำสไลด์แล้วใช้คำว่า etc. แต่ไม่รู้ว่าจะออกเสียงยังไง บางคนก็ข้ามไปเลย และมีคนนึงอ่านว่า อีทีซี เฉยเลย ที่ถูกคือ เอ็ท-เซเทอรา ต้องอ่านให้เร็วนิดนึงนะครับ ฝรั่งเค้าจะได้เข้าใจง่ายขึ้น

5. island (n.) ไอ-เลินด์

Piece of land completely surrounded by water; raised area or a platform set aside for some specific purpose

เกาะ

ผม ว่าคนส่วนมากต้องเคยอ่านคำนี้ผิดบ้างแหละ จะอ่านว่า ไอซ์-แลนด์ หรือ อิส-แลนด์ ก็ตามแต่ คำนี้เราจะไม่ออกเสียงตัว s นะครับ ให้อ่านว่า ไอ-เลินด์ ไปเลย ขืนอ่านผิดๆคนฟังจะเข้าใจว่าเราหมายถึงประเทศไอซ์แลนด์ (Iceland) ไปโน่น จะว่าไปแล้ว Iceland ก็ถือเป็นเกาะๆหนึ่ง เป็นประเทศที่มีประชากรน้อยที่สุดในยุโรปเลย

ว่าแต่ว่าแปลกดีนะครับที่ ประเทศ Iceland มีทุ่งหญ้าเขียวขจีเต็มไปหมด ขณะที่ประเทศ Greenland กลับถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งนะเนี่ย :)

greenland-iceland

6. jewelry (n.) จูวล์-รี่

Ornaments for personal adornment made of precious metals or set with gemstones

เครื่องเพชรพลอย

ตาม ร้านขายเครื่องประดับเพชรพลอยต่างๆมักลงท้ายด้วยคำว่า จิวเวลรี่ โอเคครับเห็นคำนี้ปุ๊บเราทุกคนเข้าใจว่าเป็นร้านขายเครื่องเพชร แต่การอ่านออกเสียงนี่คนละเรื่องเลย ต้องพูดว่า จูวล์-รี่ ถึงจะถูก ไม่ต้องยืดยาวยึง 3 พยางค์แบบนั้น

7. leopard (n.) เล็พ-เพิร์ด

Panther, large member of the cat family having either tawny spotted fur or black fur

เสือดาว

ผม มีโอกาสไปฟังบรรยายเทคนิคการใช้งานภาษาอังกฤษโดยคุณ Christopher Wright และในวันนั้นที่จำได้ขึ้นใจเลยคือคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เราชอบออกเสียงผิด บ่อยๆ หนึ่งในนั้นคือ leopard ที่เราอ่านตรงๆเลยว่า ลีโอ-พ้าร์ด หารู้ไม่ว่าคำนี้ไม่ต้องออกเสียงตัว o อ่านสั้นๆง่ายๆว่า เล็พ-เพิร์ด  ก็พอ

8. chaos (n.) เค-อ็อส

Total lack of order, confusion, mess, disorder

ความสับสน วุ่นวาย

หลายๆ คนพอเห็นตัว ch ก็พากันออกเสียงว่า ชา-ออส กันถ้วนหน้า ผมเองสมัยยังเด็ก ชอบเล่นเกมส์ DotA ก็จะมีตัวละครหนึ่งชื่อว่า Chaos Knight เพื่อนๆก็เรียกว่า ชาออสไนท์ กันถ้วนหน้า เอาก็เอาวะ ชาออสไนท์ก็ได้ บางคนถึงกับอ่านว่า “เช้าส์” เลยทีเดียว แต่จริงๆแล้วต้องอ่านว่า เค-อ็อส ถึงจะถูกต้องนะ

9. sword (n.) ซอร์ด

Weapon consisting of a long straight or curved blade fixed to a hilt

ดาบ

มา อีกแล้วคำในตำนานสำหรับนักเล่นเกมส์ทั้งหลาย ใครเกิดทันเกมส์ Ragnarok บ้างเอ่ย คงคุ้นเคยกับอาชีพนักดาบ สะ-หวอด-แมน (swordsman) กันดีทุกคน แต่ถ้าจะอ่านให้ถูกจริงๆ คำจำพวก sword ให้ตัดเสียง w ออกไปได้เลยครับ อ่านเป็น ซอร์ด ง่ายขึ้นเยอะใช่มั้ยล่ะ

10. value (n., v.) แฟ-ลิ่ว

Prize, esteem, cherish; assess, estimate, appraise

คุณค่า ประเมิณค่า ให้ความสำคัญ

ขอ ปิดท้ายด้วยคำศัพท์ที่เสียงอ่านไม่เหมือนกับคำที่เห็นเอาซะเลย อย่าว่าแต่นักศึกษาเลยครับ แม้แต่อาจารย์ยังอ่านว่า แวลู่ ซึ่งก็โอเค ถ้าสื่อความหมายให้คนไทยด้วยกันเข้าใจได้ แต่สำหรับฝรั่งขืนอ่านแบบนี้มีงงแน่นอน ต้องอ่านว่า แฟ-ลิ่ว ออกจะกระดากปากไปบ้าง แรกๆผมเองก็ไม่ชิน แต่เพื่อความถูกต้องก็ต้องอดทน

โอริโอ้


โอริโอ้” คุกกี้ช็อกโกแลตที่ได้ชื่อว่าขายดีที่สุดในโลก ได้ฉลองอายุครบรอบ 100 ปีไปเมืื่อวันที่ 6 มีนาคมที่่ผ่านมา โดยโอริโอ้ได้ถือกำเนิดในปี 1912 ภายใต้การผลิตของบริษัท เนชันแนล บิสกิต คอมปานี หรือ”นาบิสโก” โดยได้จำหน่ายแซนวิชคุกกี้ที่ร้านค้าปลีก “S.C. Thuesen” ที่เมืองโฮโบเกน รัฐนิวเจอร์ซีเป็นที่แรก

โอริโอ ถูกผลิตผลิตออกมาเพื่อมาสู้กับบิสกิตที่มีลักษณะคล้ายกันจากประเทสอังกฤษ แล้วค่อย ๆ พัฒนาต่อมาจนโอรีโอกลายเป็นแซนวิชคุกกี้ที่ขายดีที่สุดในศตวรรษที่ 20 โดยทำยอดขายทั่วโลกเมื่อปีที่แล้วไปกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์ แต่เดิมคุ้กกี้ยี่ห้อนี้มีรูปร่างนูน โดยขายในราคา 25 เซ็นต์/ปอนด์ บรรจุในกระป๋องสังกะสีที่มีฝาเป็นแก้วให้มองเห็นของข้างในได้ และได้เปลี่ยนชื่อเรียกเรื่อยมาหลายชื่อ เช่น “โอริโอ แซนด์วิช” (Oreo Sandwich) ในปี 1921, “โอริโอ ครีม” (Oreo Creme Sandwich) ในปี 1948, “โอริโอ ช็อคโกแลต แซนด์วิช คุกกี้” (Oreo Chocolate Sandwich Cookies) ในปี 1974 และเปลี่ยนเป็น โอริโอ้ ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าจะเปลี่ยนมาหลายชื่อ แต่โอริโอ้ยังคงใช้สโลแกนเดิมคือ “บิด ชิมครีม จุ่มนม” (twist, lick and dunk)
แม้ว่าโอริโอ้จะเป็นขนมจานโปรดของใครหลายคน แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า โอริโอ้นั้นมีความลับซ่อนอยูู่อีกมากมาย อย่างน้อยก็คงเป็นความลับ 9 ข้อนี้ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน
1. “โอริโอ” มีชื่อที่ยังคงเป็นปริศนา ไม่มีใครสามารถยืนยันที่มาได้แน่ชัด บ้างก็เชื่อว่ามาจากคำว่า “Or” ในภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า”ทอง” หรือมาจากแพ็คเกจที่แต่เดิมส่วนใหญ่เป็นสีทอง บ้างก็คาดเดาไปไกลว่าเพี้ยนมาจากภาษากรีก “βουνό” ที่แปลว่า”ภูเขา” อาจเนื่องจากในช่วงทดลอง โอริโอจะมีรูปร่างขายภูเขาขนาดย่อม
2. ร้อยละ 71 ต่อ 29 คือสัดส่วนของเนื้อคุกกี้และครีม ของคุกกี้โอริโอ้สูตรดั้งเดิม

3. โอริโอได้รับอนุญาตให้เป็น “โคเชอร์” หรืออาหารที่สอดคล้องกับหลักศาสนาที่ชาวยิวสามารถรับประทานได้ เมื่อปี 1998 (โคเชอร์ ในภาษาฮีบรูว์ แปลว่า “สะอาด” หรือ “เหมาะสม” หรือ “เป็นที่ยอมรับ”) โดยจะมีเครื่องหมายดังกล่าวอยู่เหนือข้อมูลน้ำหนักของผลิตภัณฑ์
4. หนึ่งในส่วนผสมดั้งเดิมของครีมรสชาติเข้มข้นของโอริโอ้คือ Trans fat หรือที่เรียกชื่อเต็ม ๆ ว่า Trans Fatty Acid หรือมีชื่อเล่นว่า “ไขมันหมู” ต่อมาจึงมีการยกเลิก หลังจากมีการค้นพบว่าการรับประทานกรดไขมันชนิดนี้เป็นเวลานาน จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับคอเลสเตอร์รอลในเลือด ซึ่งเป็นอันตรายต่อหัวใจและหลอดเลือด
5. หากนำโอริโอ้เท่าที่มีการผลิตขึ้นมามาวางรอบโลก จะสามารถวางได้ถึง 381 รอบ เมื่อนำขนมทุกชิ้นมาต่อกันในแนวเส้นศูนย์สูตร หรือหากวางในแนวตั้ง จะมีระยะทางเท่ากับการไป-กลับดวงจันทร์ได้ถึง 5 รอบ
6. ในปี 1912 โอริโอ้ได้ผลิตออกมา 2 ไส้ คือ เมอแรงมะนาว และ ครีม ก่อนดีไซน์ใหม่ของโอรีโอ้จะเกิดขึ้นในปี 1916 และได้หยุดผลิตไส้เมอแรงมะนาวที่ขายสู้ไส้ครีมไม่ได้ในช่วงปี 1920 การออกแบบใหม่เกิดขึ้นในปี 1952 โดยรวมยี่ห้อของนาบิสโก ไว้บนคุ้กกี้ด้วย ปัจจุบันโอรีโอ้ถูกผลิตออกมาในรูปแบบต่าง ๆ กว่า 40 ชนิด

7. โอริโอ้มีวางจำหน่ายในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศที่มียอดขายสูงสุดตามลำดับได้แก่ สหรัฐฯ, จีน, เวเนซุเอลา, แคนาดา และอินโดนีเซีย ในบางประเทศเช่นจีน “คราฟท์ ฟู้ด” ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของนาบิสโก ได้มีการปรับเปลี่ยนสูตรเล็กน้อยเพื่อให้ถูกใจผู้บริโภค
8. มีการผลิตโอริโอ้รสชาติพิเศษ รุ่น “ลิมิเต็ด เอดิชัน” เพื่อฉลองการครบรอบ 100 ปี โดยใช้ชื่อว่า “เบิร์ธเดย์ เค้ก โอริโอ” ที่จะมีไส้ที่มีลักษณะคล้ายขนมเค้ก
9. 450,000 ล้านชิ้น คือจำนวนที่โอริโอ้ถูกวางจำหน่ายทั่วโลก นับตั้งแต่วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 1912 จนถึงปัจจุบัน

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กระดาษห่อของขวัญ นำมาปลูกผักสดๆได้

นวัตกรรมแห่งปี "กระดาษห่อของขวัญ" นำมาปลูกผักสดๆได้






ทับทิม


ศัพท์บางคำในภาษาไทยนั้น อาจมีความหมายได้หลายอย่าง และความหมายที่ต่างกันนั้นมักมีความเกี่ยวข้องกัน ตัวอย่างเช่น คำว่า "ทับทิม" หนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอบรัดเลย์ ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2416 ให้ความหมายไว้ว่า...
"พลอยแดง : เป็นชื่อต้นไม้อย่างหนึ่งดอกแดง ลูกกลมๆ กินดี : อนึ่งเป็นชื่อพลอยที่เขาทำหัวแหวนสีแดงๆ นั้น"
ชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยส่วนหนึ่งมีจุดประสงค์เพื่อมาซื้อพลอยแดงน้ำดีจากประเทศไทยที่มีชื่อเรียกเฉพาะว่า "ทับทิมสยาม" นั่นเอง
เนื่องจากคนไทยคุ้นเคยกับทับทิมที่เป็นพลอยสีแดงมานาน เมื่อมีต้นไม้ต่างประเทศชนิดหนึ่ง ถูกนำเข้ามาปลูกในเมืองไทย และต้นไม้ชนิดนั้นมีเมล็ดซึ่งหุ้มด้วยเนื้อใสสีแดง มีเหลี่ยมมุมคล้ายพลอยสีแดง คนไทยจึงเรียกชื่อต้นไม้ต่างประเทศชนิดนั้นว่า "ทับทิม" ไปด้วย เพราะเป็นลักษณะเด่นที่จำได้ง่าย
หัวนอนปลายเท้าของต้นทับทิม
ต้นทับทิมมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Punica granatum linn. ภาษาอังกฤษเรียก Pomegranate, สเปนเรียก Granada, อินเดียเรียก Darim, ชาวเชียงใหม่และภาคเหนือทั่วไปเรียก มะก้อ ชาวน่านเรียก มะก่องแก้ว ชาวแม่ฮ่องสอนเรียก หมากจัง ชาวหนองคาย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่เรียก พิลา ชาวจีนเรียก เซี๊ยะลิ้ว ฯลฯ
สันนิษฐานว่า ทับทิมมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่แถบทวีปเอเชียตะวันตก ติดกับทวีปยุโรปตอนใต้ และคงนิยมปลูกกันมานานหลายพันปีแล้ว จึงแพร่กระจายออกไปมากมาย ทั้งในเขตร้อน (tropical) และกึ่งร้อน (Sub-tropical) ของทวีปเอเชียและทวีปยุโรป รวมทั้งทวีปแอฟริกา
ทับทิมเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูงประมาณ 6-10 ฟุต ทรงพุ่มโปร่ง มีหนามแหลมตามกิ่งก้าน ใบเดี่ยวขนาดเล็ก รูปใบยาวปลายแหลม ยาว 3-4 เซนติเมตร ดอกสีแดงหรือสีขาว ผลค่อนข้างกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-10 เซนติเมตร เมื่อแก่จัดเปลือกผลสีเหลืองอมแดงหรือน้ำตาลอมส้ม ผิวมักแตก ออกเห็นเมล็ดใสอยู่ภายในมากมาย เมล็ดมีเนื้อใสสีแดงหรือสีชมพูหุ้มอยู่แยกแต่ละเมล็ด เนื้อทับทิมมีน้ำมาก รสหวานหรือเปรี้ยวอมหวาน มีทับทิมอีกชนิดหนึ่งมีขนาดเล็กมาก เรียกว่า ทับทิมหนู (Punica granatum Var.nana Pere) สูงเต็มที่ไม่เกิน 4 ฟุต มีดอกสีแดงดกตลอดปี นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
ความเชื่อและตำนาน
ชาวกรีกโบราณเชื่อว่า ต้นทับทิมเกิดจากโลหิตของไดโอนีซุส (Di-onysus) ซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งเทพเจ้าทั้งปวงและเทวีนาน่า(Nana) ซึ่งเป็นพรหมจารีย์ ตั้งครรภ์ขึ้นโดยการสอดใส่ผลทับทิม และให้กำเนิดเทพเจ้าแอตติส (Attis) ขึ้น ดังนั้น ผู้ที่เคารพนับถือเทพแอตติสจึงไม่กินผลทับทิม ชาวยิวในสมัยพระเจ้าโซโลมอนก็ถือว่า ทับทิมเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ ดังปรากฏอยู่บนยอดเสาของวิหารกษัตริย์โซโลมอน ชาวฮินดู ในอินเดียเชื่อว่า พระคเณศทรงโปรดทับทิม ผู้ที่เคารพพระคเณศจึงนิยมนำผลทับทิมไปถวาย นอกจากนี้ ยังใช้ดอกทับทิมบวงสรวงบูชาพระอาทิตย์ พระนารายณ์ และเทวีลักษมี อีกด้วย
ชาวจีนถือว่า ต้นทับทิมเป็นไม้มงคล (โดยเฉพาะทับทิมชนิดดอกสีขาว) และถือว่าทับทิมเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ความมีลูกหลานมากมาย (เนื่องจากผลทับทิมมีเมล็ดมาก) จึงนิยมให้ผลทับทิมเป็นของขวัญแก่บ่าวสาวในพิธีแต่งงาน (เพื่อให้มีลูกหลานมากๆ) ในพิธีแต่งงานนิยมปักยอดทับทิมไว้ที่ผมเจ้าสาว และปักยอดทับทิมไว้ที่สิ่งของเซ่นไหว้เจ้า ชาวจีนยังเชื่อว่า ใบหรือกิ่งทับทิมมีอำนาจไล่ภูตผีปีศาจได้ จึงนิยมปลูกทับทิมไว้ในบริเวณบ้าน และใช้ใบทับทิมแช่น้ำล้างหน้า ล้างมือ หลังกลับจากงานศพ (เพื่อมิให้ปีศาจติดตามมา)
ในญี่ปุ่นคงรับความเชื่อเกี่ยวกับทับทิมไปจากจีน กลายเป็นสัญลักษณ์ของเจ้าแม่ที่คอยปกป้องรักษาเด็กๆ ให้ปลอดภัย และเชื่อว่าเมื่อเด็กๆ ได้กินผลทับทิมแล้วจะปลอดภัยจากภูตผีปีศาจทั้งปวง ชาวไทยก็คงได้รับถ่ายทอดความเชื่อเกี่ยวกับทับทิมมาจากชาวจีนบ้าง ดังปรากฏว่า มีศาลเจ้าหลายแห่งในประเทศไทย ชื่อเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งคงจะเป็นเจ้าแม่ที่มีกำเนิดจากประเทศจีนแล้วเปลี่ยนเป็นชื่อไทยทีหลัง
ประโยชน์ด้านต่างๆ ของทับทิม
เมล็ดทับทิมมีเนื้อหุ้มใสสีแดงเข้มเป็นประกายนั้น มองดูคล้ายพลอยแดงน้ำดีที่เจียระไนแล้ว สมกับที่มีผู้ยกย่องทับทิมว่าเป็น "อัญมณีแห่งผลไม้" นอกจากความงดงามแล้ว รสชาติของทับทิมยังดีเยี่ยมอีกด้วย น้ำคั้นจากผลทับทิมดื่มแล้วสดชื่นแก้กระหายน้ำได้ดีมาก เพราะมีทั้งน้ำตาลและกรดที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะกรดแอสคอร์บิกหรือวิตามินซี ซึ่งช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดด้วย เนื่องจากทับทิมเป็นต้นไม้ที่มีคุณสมบัติด้านสมุนไพรที่เด่นมากชนิดหนึ่ง สามารถนำเอาส่วนต่างๆ มาทำยารักษาโรคได้หลายชนิด เป็นที่รู้จักดีในกลุ่มคนหลายกลุ่มมาแต่โบราณกาล เช่น ชาวอียิปต์ และชาวฟีนีเซี่ยน เมื่อหลายพันปีมาแล้วก็ใช้ทับทิมเป็นสมุนไพร ต่อเนื่องมาถึงกลุ่มชนอื่นๆ เช่น
ชาวอาหรับ ใช้เปลือกรากทับทิมสดๆ ต้มน้ำ ใช้ดื่มถ่ายพยาธิตัวตืด ใช้เปลือกผลทับทิม (ผสมกานพลูและฝิ่น) รักษาโรคบิดและท้องร่วงอย่างแรง เปลือกจากลำต้นทับทิม ต้มน้ำใช้ถ่ายพยาธิชนิดต่างๆ ร่วมกับยาถ่าย
ชาวฮินดู ใช้น้ำคั้นจากผลทับทิม และดอกทับทิม ปรุงยาธาตุ ใช้สมานลำไส้ แก้ท้องเสีย เมล็ดทับทิมแก้ท้องเสีย ใช้บำรุงหัวใจ
ชาวไทย ทับทิมทั้งต้นหรือทับทิมทั้ง 5 ; ใช้เป็นยาระบาย หรือถ่ายพยาธิเส้นด้ายและตัวตืด
เปลือก ราก และเปลือกต้น ; ใช้ถ่ายพยาธิตัวตืด, ไส้เดือน, เส้นด้าย และฝาดสมาน
ใบ ; สมานแผล แก้ท้องร่วง อมกลั้วคอ ทำยาล้างตา
ดอก ; ใช้ห้ามเลือด
เปลือกผล ; สมานแผล แก้บิด แก้ท้องร่วง (มีแทนนิน) ร้อยละ 22-25
เนื้อหุ้มเมล็ด ; แก้กระหายน้ำ แก้โรคลักปิดลักเปิด
น่า สังเกตว่า ชาวไทยใช้ประโยชน์จากทับทิมด้านสมุนไพรมากกว่าชาติอื่นๆ และผลทับทิมในประเทศไทยได้รับความนิยมน้อยกว่าประเทศอื่นๆ อาจเป็นเพราะว่าพันธุ์ทับทิมที่มีอยู่ในประเทศไทยยังมิใช่พันธุ์ที่ให้ผล คุณภาพดีเยี่ยมสำหรับการบริโภคเป็นผลไม้
หากชาวไทยนำพันธุ์ทับทิมคุณภาพดีเข้ามาปลูก หรือปรับปรุงพันธุ์ทับทิมของเราให้ดีเท่าเทียมกับพันธุ์คุณภาพดีที่มีอยู่ใน โลก เชื่อว่าคนไทยนิยมปลูกและบริโภคทับทิมไม่น้อยกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ เป็นแน่