วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทำไมเราจึงเรียกเงินเดือนว่า salary


คำว่า salary มาจาก salt เกลือ นี่แหละ

ในสมัยโรมัน เกลือคือของหายาก

และนำมาเป็นค่าตอบแทนการทำงานเหมือนเงินในสมัยนี้


แต่ไม่รู้ว่าให้กันกี่กระสอบหรือกี่กิโล





(salarium คือ เงินพิเศษของทหารโรมันที่สามารถเบิกไปซื้อเกลือ)

และถ้าสมัยนั้นมีการจ้างงานเป็นเดือน คนโรมันคงจะพูดกันว่า

"เฮ้ย! นาย เกลือเดือนนายออกยัง
ของเรายังไม่ออกเลย

แถมเดือนที่แล้วเราทำโอทีไป 2 กิโล ด้วยเนี่ย"

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สาวน้อยหัวใจเพชร


สาวน้อยกำลังล้างเท้าให้แม่ของเธอ

มีรายงานข่าวในเดือนมีนาคม  2012  ว่ามีสาวน้อยวัย 13 ปีต้องดูแลแม่ปัญญาอ่อนกับพ่อเพียงลำพัง มานานกว่า 7 ปี ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่หนักหนามากสำหรับเด็กวัยเช่นนี้ นอกจากเธอต้องดูแลแม่แล้วเธอยังต้องเรียนหนังสือเฉกเช่นเด็กคนอื่นๆ ซึ่งตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมต้น  จากการทราบข่าวจากครอบครัวนี้ผ่านไป 2 เดือนที่ผ่านมา  ผู้สื่อข่าวยังคงติดตามความเป็นอยู่ของครอบครัวนี้  สาวน้อย เฉิง หงหลี่ ดูแลเองเพียงลำพังมาโดยตลอด
พ่อของหลี่ป่วยเป็นปัญญาอ่อนเช่นเดียวกับแม่ของเธอ หากเป็นไม่มากนัก ปัญญาอ่อนของแม่ทำให้ไม่สามารถดูแลตัวเองได้   ส่วนปู่ย่าตายายก็ล้วนเสียชีวิตไปหมดแล้ว  พ่อของหลี่ที่ปัญญาอ่อนเพียงเล็กน้อยก็มีหน้าที่ออกไปทำงานนอกบ้าน โดยทิ้งให้แม่อยู่บ้านเพียงลำพัง ซึ่งหลี่เป็นห่วงว่าใครจะดูแลท่าน
ป้าเพื่อนบ้านกล่าวว่า หลี่มีอายุเพียงแค่ 13 ปี แต่เธอมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าฉันเสียอีก 
ในเดือนกันยายน 2011  เธอจำต้องย้ายโรงเรียนซึ่งห่างจากบ้านพ่อ  เลยจำต้องเช่าบ้านอยู่ แน่นอนความเป็นอยู่ก็ย่อมลำบากมากขึ้น
หลี่ และแม่อาศัยบ้านเช่าที่มีสภาพทรุดโทรมอยู่ห่างจากโรงเรียนเพียง 200 เมตร  โดยเสียค่าเช่าเดือนละ 50 หยวน
เวลา 16:40 กลับมาจากโรงเรียนหลี่รีบต้มน้ำเพื่อสระผมบริเวณนอกบ้าน เพราะในบ้านไม่มีท่อระบายน้ำให้แม่ก่อนที่จะทำการบ้าน
หลี่ตั้งใจทำอาหารที่แม่เธอชอบ
อาหารค่ำที่แม่กับเธอต้องร่วมกัน ซึ่งมีกับข้าวเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
แม้งานบ้านจะมากมายนัก แต่เธอก็พยายามเจียดเวลาอ่านหนังสือ
เฉิง เวนหยู่ แม่ของเฉิง หงหลี่ 
สาวน้อยหลี่ได้รับของขวัญชิ้นแรกที่เธอ ได้แก่ หนังสือเรียน และรองเท้ากีฬา ซึ่งเธอไม่มีมานานแล้ว สร้างความซาบซึ้งใจต่อเธอยิ่งนัก
ครูหลิว ซัวเหม่ยครูประจำชั้นของหลี่ชมเธอกับผู้สื่อข่าวว่า หลี่มีความตั้งใจเรียน และผลการเรียนดี เธอมักจะยกมือถามหากสงสัย ที่สำคัญเธอไม่เห็นว่าตัวเองด้อยกว่าใครๆ เธอมีสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนๆในชั้น
ความตั้งใจของหลี่คือ เธอต้องการอยากเป็นหมอเพื่อรักษาอาการป่วยของแม่

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

5 กิจกรรมงานครัวที่จะทำให้ไม่สบาย



งาน ครัวเป็นเรื่องของแม่บ้าน นับว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ที่เซอร์ไพรส์ก็ต้องมี "พ่อบ้าน" นี่แหละทำงานครัว แต่รูปแบบหลังจากนี้ถือว่าเป็นประชากรส่วนน้อยของโลกอย่างแน่นอน

เมื่อ ข้อเท็จจริงเป็นเสียอย่างนี้แล้ว การเรียนรู้โลกแห่งความเป็นจริงว่า การทำงานครัวก็อาจจะนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพด้วยนั้น ก็จะช่วยให้เรารู้จักกันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ...มาดูกัน

ภัยจาก ‘ฟองน้ำ’ ในห้องครัวของคุณ

จาก การศึกษาของสถาบัน NSF International หรือองค์กรส่งเสริมอนามัยแห่งชาติอิสระระหว่างประเทศ ระบุว่าอันตรายจากฟองน้ำนั้น เกิดจากการซับล้างสิ่งต่างๆ ภายในบ้านของเจ้าฟองน้ำนี้ ขณะเดียวกันองค์กรดังกล่าวยังบอกอีกว่า ฟองน้ำ ในห้องครัวนั้นควรจะวางให้ไกลจากพื้นที่สกปรกภายในบ้าน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันสะสมเชื้อแบคทีเรียไว้กว่า 150 ครั้ง และก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อราได้มากกว่าในแปรงสีฟันของคุณด้วยซ้ำ และคุณจะรับเชื้อแบคทีเรียในขณะที่กำลังใช้ฟองน้ำทำความสะอาดสิ่งต่างๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งนั่นเป็นเพราะคุณไม่เคยฆ่าเชื้อฟองน้ำระหว่างการใช้งานเลย จึงส่งผลให้เชื้อโรคทวีคูณขึ้นนั่นเอง ดร.ร็อบ โดนอฟริโอ ผู้อำนวยการองค์กรฯ กล่าวต่อว่า จะมีคนบางกลุ่มที่ไม่ได้รับความเจ็บป่วยจากเชื้อโรคที่พวกเขาค้นพบขึ้น โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินอาหาร เช่น เชื้ออีโคไล ซึ่งสามารถก่อให้เกิดโรคร้ายแรง ซึ่งวิธีกำจัดสิ่งสกปรกบนฟองน้ำที่ดีที่สุด คือการทำลายเชื้อโรคฟองน้ำของคุณ โดยการนำฟองน้ำที่เปียกเข้าไมโครเวฟวันละ 2 นาทีทุกวัน และควรเปลี่ยนฟองน้ำทำความสะอาดทุกๆ 2 สัปดาห์

ภัยคุกคามจาก ‘ตู้เย็น’

แม้ ว่าอุณหภูมิเย็นจะช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย แต่อย่างไรก็ตาม ตู้เย็นของคุณจะต้องมีอุณหภูมิ 40 องศาฟาห์เรนไฮต์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม คุณสามารถลดความเสี่ยงของความเจ็บป่วยจากอาหารลง โดยการรักษาแถบบอกอุณหภูมิตู้เย็นโดยใช้เครื่องวัดอุณหภูมิ คุณสามารถหาซื้อเครื่องวัดอุณหภูมิตู้เย็นและตู้แช่แข็งได้ที่ร้านค้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และที่ศูนย์ใกล้บ้านคุณ หรือร้านขายอุปกรณ์เครื่องครัวออนไลน์

ภัยจาก ‘เขียง’ ใบน้อยของคุณ

ว่า กันว่าเนื้อดิบๆ บนเขียงนั้นก่อให้เกิดเชื้อแบคทีเรียได้ โดยที่คุณแม่บ้านอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขณะเดียวกันเนื้อสัตว์ปีกและปลาสามารถปนเปื้อนเชื้อโรคได้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ปรุงสุกแล้ว หรืออาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์สดใหม่ก็ตาม ดังนั้นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงในการปนเปื้อนเชื้อโรคไปสู่อาหารนั้น คุณแม่บ้านควรแยกเขียงในการปรุงอาหารแต่ละประเภท เช่น เขียงสำหรับหั่นเนื้อดิบ ไก่ ปลา และอาหารที่ปรุงสุกใหม่ที่ต้องหั่นบนเขียง ก็จะช่วยลดการปนเปื้อนเชื้อของโรคไปสู่อาหารได้ทางหนึ่ง

ภัยนึกไม่ถึงจาก ‘ไข่สุกๆ ดิบๆ’

หาก คุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารที่มีไข่แดงไหลเยิ้มเป็นส่วน ประกอบ หรือแอบขโมยบางส่วนของไข่มาผสมกับแป้งเพื่อทำคุกกี้ และถ้าคุณไม่ได้เป็นคนเดียวที่ทำแบบนั้น กลุ่มผู้บริโภคอาหารอินทรีย์ในสหรัฐ หรือ “usda” ได้ออกมาแนะนำให้หลีกเหลี่ยงไข่สุกๆ ดิบๆ (โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ) เพราะอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเจ็บป่วย จากภาวะอาหารสุกๆ ดิบๆ ที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เช่น การปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินอาหาร อย่างเชื้อจุลินทรีย์ “แซลโมเนลล่า”

ซึ่ง เชื้อดังกล่าวจะเข้าสู่ร่างกายของคุณในขณะที่คุณไม่สามารถรักษาความสะอาดที่ มือได้ (เช่น มือของเด็กๆ) หลีกเลี่ยงการนำส่วนผสมจากไข่ดิบออกจากแป้งคุกกี้ และเมนูอาหารที่ต้องปรุงโดยใส่ไข่สุกๆ ดิบๆ ลงไปในอาหาร พิจารณาความสดสะอาดโดยการสังเกตจากเปลือกไข่ อย่างไรก็ตาม เจ้าไข่สุกๆ ดิบๆ เหล่านี้ก็ไม่แตกต่างไปจากไข่ปกติทั่วไป แต่ต้องได้รับความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้อันตรายต่อสุขภาพก่อน รับประทาน ก็จะช่วยทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยกว่าการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ

ภัยคุกคามจาก 'อาหารค้างคืน’

คุณ แม่บ้านทั้งหลายคุณควรทิ้งอาหารค้างคืน เพราะอาหารเหล่านี้อาจนำมาซึ่งโรคระบาด โดยมีอาหารเป็นต้นเหตุนั่นเอง แต่จากการสำรวจและวิจัยของมหาวิทยาลัยรัทเจอส์ พบว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 60 นั้นจะชอบค้นหาอาหารค้างคืนในครัวของตน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโรคในอาหาร เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีการสำรวจอาหารค้างคืน นั่นย่อมเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า อาหารที่อยู่ในตู้เย็นของพวกเขานั้นย่อมจะปลอดภัยอย่างแน่นอน และถ้าหากคุณแม่บ้านท่านใดที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับการสำรวจอาหารค้างคืนนั้น เข้าไปได้ที่ www.recalls.gov. 
     
ขอบคุณ : หนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ลองแลบลิ้นดู...สุขภาพจะดี



คุณ แยกระหว่างความหิวกับความอยากออกจากกันได้หรือไม่ ... หลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่า ทำไมเพิ่งรับประทานอาหารจึงรู้สึกหิวขึ้นมาอีกแล้ว ซึ่งนั่นเกิดจากน้ำย่อยที่หลั่งออกมาเพื่อทำให้คุณเกิดความหิวนั่นเอง 

แต่ แท้จริงแล้วปริมาณอาหารในกระเพาะของคุณก็ยังคงมีอยู่เท่าเดิมโดยไม่ได้ย่อย เลย แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าปริมาณอาหารในกระเพาะตอนนั้นมีปริมาณเท่า ไหร่... สังเกตดูที่ "ลิ้น" ของคุณสิ บอกได้!
การตรวจดูว่าวิธีที่ง่ายที่สุดและได้ความแม่นยำที่สุดในการตรวจสอบร่างกายของตนเอง ด้วยการดู "สภาพของลิ้น" ซึ่ง สภาพของลิ้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้งตามลักษณะนิสัยการกินอาหาร เวลากิน จนระดับความแข็งแรงของกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะลิ้นเปรียบเสมือนเครื่องตรวจวัดสุขภาพของอวัยวะภายในร่างกาย โดยการเปลี่ยนสภาพของลิ้นนั้นจะบ่งบอกด้วยการสังเกต สีลิ้น ความหนา และคราบสกปรกที่ติดอยู่

สิ่งสกปรกที่เกิดอยู่บนลิ้น หรือที่ทุกคนเรียกกันว่า "ฝ้าลิ้น" นั้น เป็นตัวบ่งชี้ปริมาณสิ่งของตกค้างที่อยู่ภายในท้อง ยิ่งมีฝ้ามากก็แสดงว่าในกระเพาะอาหารของคุณยังมีอาหารอยู่ แต่หากมีฝ้าตกค้างน้อย ลิ้นก็แทบจะไม่มีฝ้าเกาะอยู่เลย

เริ่มมาเช็กดูสภาพของลิ้นกันดีกว่า ว่าในกระเพาะอาหารของคุณมีปริมาณอาหารที่ยังไม่ย่อยอีกเท่าไหร่...
      ประเภทที่ 1 ลิ้นแทบจะไม่มีฝ้าเกาะอยู่เลยและลิ้นมีสีชมพู นั่นแสดงว่าระบบย่อยอาหารของคุณทำงานได้ดี ลิ้นของคุณมีสีสวย ผิวลิ้นสะอาด สุขภาพดีแทบไม่มีฝ้าเกาะอยู่เลย

     ประเภทที่ 2 มีฝ้าเกาะที่ลิ้นเป็นคราบสีขาว แสดง ว่ามีอาหารหลงเหลือค้างอยู่ในกระเพาะ ระบบย่อยอาหารยังทำงานไม่ค่อยดีเท่าที่ควร ยิ่งมีอาหารตกค้างมาก ฝ้าสีขาวที่ลิ้นจะยิ่งหนามากขึ้น

     ประเภทที่ 3 ฝ้าที่ลิ้นเป็นสีเหลือง แสดงว่ามีอาหารตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารมาก ทั้งยังอัดแน่นอยู่ในลำไส้ ยิ่งกินเยอะในตอนดึก ฝ้าจะหนาและเป็นสีเหลือง


 รู้ อย่างนี้แล้วก็ลองส่องกระจกสังเกตดูลิ้นของตัวเองว่ามีปริมาณอาหารที่ กระเพาะยังไม่ย่อยอีกมากเท่าไหร่ เราจะได้คิดเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่ายและไม่ทำให้กระเพราะทำงานหนักมาก จนเกินไป


ขอบคุณ WomanPlus /หนังสือ กินให้ผอม

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Mother's day

Mother's day
mothers_day_usaวัน สำคัญสำหรับเดือนพฤษภาคมของอเมริกาอีกวันหนึ่งคือวันแม่ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Mother's Day ในแต่ละปีวันจะไม่ตรงกันเนื่องจากถือเอาวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคม ในการกำหนดวัน วันแม่ปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม
ไม่ว่าประเทศไหนๆ ต่างก็มีวันที่จะให้ลูกแสดงความรักต่อผู้ให้กำเนิด ในวันแม่เด็กๆ ชาวอเมริกันจะแสดงความรักต่อแม่โดยซื้อของขวัญมอบให้ หรือเด็กเล็กๆ จะถูกปลูกฝังให้ทำอะไรพิเศษๆ ให้กับแม่ในวันนี้ อาจจะเป็นการเสริฟ์อาหารเช้าถึงที่นอน เพราะพวกเขาจะตื่นแต่เช้ามาทำเองกับมือ ชาวอเมริกันมักนิยมพาแม่ออกไปทานอาหารนอกบ้านหรือให้แม่เป็นผู้เลือกว่าจะทำ กิจกรรมอะไรในวันนี้ เนื่องในวันพิเศษเช่นนี้ทำให้ร้านอาหารต่างๆ แน่นขนัด ถือเป็นวันที่ร้านอาหารขายดีที่สุดในรอบปีก็ว่าได้ นอกจากกิจการร้านอาหารที่ทำให้เศรษฐกิจคล่องตัวแล้ว ร้านขายดอกไม้ การ์ดอวยพรและของขวัญอื่นๆ ที่ต่างก็มีโปรโมชั่นพิเศษให้ลูกๆ ได้จับจ่ายซื้อของขวัญที่วิเศษสุดมอบให้แก่คุณแม่ รวมไปถึงโทรศัพท์ทางไกลก็ ดีไปด้วยเพราะลูกๆ ที่ต้องไปทำงานต่างรัฐและไม่สามารถกลับบ้านได้เนื่องด้วยภาระกิจก็จะโทรหา แม่แทน
วันแม่ประเทศอเมริกา เริ่มมีมาเมื่อประมาณร้อยปีที่แล้ว ในปี ค.ศ. 1908 Anna Jarvis เริ่มจัดให้มีการเฉลิมฉลองวันแม่ขึ้นเป็นครั้งแรกที่รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย และเธอผู้นี้พยายามเสนอแนวคิดนี้ให้เป็นจริงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยากในสมัย นั้นก็ตาม ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ผู้ชายยังคงมีสิทธิและบทบาทเหนือกว่าผู้หญิงมาก จนกระทั่งในปี 1914 ประธานาธิบดี วู้ดโรว วิลสัน ได้กำหนดให้วันแม่เป็นวันหยุดแห่งชาติเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวัน