วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

หนูน้อยวัย 8 ขวบกับเพื่อนสนิทต่างขั้ว

หนูน้อยวัย 8 ขวบกับเพื่อนสนิทต่างขั้ว


หนู น้อยชาวออสเตรียวัย 8 ขวบคนนี้มีเพื่อนสนิทคนใหม่เป็นตัว Groundhog เค้ารักและผูกพันกับมันมากจนสามารถหอมซึ่งกันและกันได้ โดยปกติแล้วตัว Groundhog นี้จะขี้ขลาด และขี้ตกใจมาก แต่นี่หนูน้อยสามารถเข้าใกล้ได้ ถือว่าต้องสนิทกันสุดๆ ดูไปแล้วน่ารักดีเนอะ


 

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

อาหารดิบ...ดีจริงหรืออันตราย?


เนื้อกึ่งดิบ หรือซาซิมินี่มันช่างหวานนุ่ม แต่กินแล้วมันดีกว่าอาหารปรุงสุกตรงไหน และอันตรายอย่างไร เป็นสิ่งที่คุณไม่รู้ไม่ได้
                  อาหารดิบนั้นมีเอนไซม์และสารอาหารจากธรรมชาติที่ดีต่อร่างกายที่สุด พร้อมกับช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ด้วย แต่ความจริงคืออะไร ลองไปดูกัน

          ทฤษฎีของอาหารดิบ

              เทคนิคการกิน Raw Food Diet นั้นมีหลากหลายมาก และคุณก็สามารถคิดค้นได้ด้วยตัวเองเสียด้วยซ้ำ โดยปกติแล้วร้อยละ 75-80 ของอาหารที่คุณกินจะมาจากพืช และไม่ปรุงด้วยความร้อนเกิน 115 องศาฟาเรนไฮต์ มีคนน้อยมากที่กินอาหารดิบจริง ๆ โดยนอกจากผักแล้วก็ยังเลือกกินซาซิมิ ปลาดิบ และเนื้อสัตว์ดิบบางชนิดได้ และคุณก็สามารถกินผักและผลไม้สดได้ อย่างหน่ออ่อนของพืช เมล็ดพืช และถั่ว รวมถึงเม็ดมะม่วงหิมพานต์ น้ำผลไม้สด น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิ้น น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ และธัญพืช

         สารอาหารและแร่ธาตุจากอาหารดิบ
             ไขมัน : ด้วยความที่อาหารดิบจะเน้นผักกับผลไม้ ปริมาณไขมันที่รับจึงอยู่ระหว่างร้อยละ 20-35 ของปริมาณแคลอรี่ทั้งหมดที่ควรได้รับจากไขมันในแต่ละวัน ข้อดีคือไขมันเหล่านี้จะเป็นพวกไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีอีกด้วย

             โปรตีน : แม้จะไม่ได้กินเนื้อสัตว์มากมาย แต่โปรตีนก็ยังอยู่ในระดับพอดี ๆ ด้วยผักใบเขียว เมล็ดพืช และถั่ว

             คาร์โบไฮเดรต : ไม่มากและไม่น้อยเกินไป

             เกลือ : ต้องแยกระหว่างการกินอาหารแบบ Raw Food กับอาหารญี่ปุ่น โดยอย่างแรกนั้นคุณจะพบว่า การบริโภคเกลือน้อยลงมากและอยู่ในปริมาณที่แนะนำคือ โซเดียมไม่เกินวันละ 2,300 มิลลิกรัม (ยกเว้นผู้สูงอายุผู้ป่วยความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือโรคไตเรื้อรัง ซึ่งจำกัดไว้ไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัม) ในทางตรงกันข้ามการใช้โชยุอาจทำให้ระดับโซเดียมพุ่งสูงขึ้นได้ง่าย ๆ

         สารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ
              ใยอาหาร : ไม่ ต้องห่วงเรื่องใยอาหาร หากคุณกินผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว และเมล็ดพืชเป็นหลัก เพราะอาหารเหล่านี้มักจะมีใยอาหารสูงอยู่แล้ว ดังนั้น คุณน่าจะได้รับใยอาหารในปริมาณที่เหมาะสมคือ 22-34 กรัมต่อวัน

             โพแทสเซียม : สารอาหารชนิดนี้มีความจำเป็นต่อการควบคุมระดับความดันโลหิต ลดความเสื่อมของมวลกระดูก และลดโอกาสเกิดนิ่วในไต อย่างไรก็ดี การกินโพแทสเซียมให้ได้ปริมาณ 4,700 มิลลิกรัมต่อวันนั้นค่อนข้างยาก (แม้กล้วยจะมีโพแทสเซียมสูง แต่นั่นก็หมายความว่าคุณต้องกินประมาณ 11 ผลต่อวัน)

             แคลเซียม : แคลเซียมไม่ได้จำเป็นสำหรับกระดูกเท่านั้น แต่ยังสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดและการทำงานของกล้ามเนื้อ ซึ่งการกินอาหารดิบอาจทำให้คุณได้รับแคลเซียมน้อยเกินไปก็ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเลือกกินคะน้า ผักใบเขียว แอพริคอตแห้ง เพื่อช่วยทดแทน

            วิตามินบี 12 : ผู้ใหญ่ควรได้รับสารอาหารชนิดนี้ อย่างน้อย 2.4 ไมโครกรัม มันจำเป็นอย่างมาก ต่อกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของเซลล์ อย่างไรก็ดี วิตามินบี 12 พบในเนื้อสัตว์เป็นส่วนใหญ่ แม้ยีสต์ธรรมชาติอาจจะพอช่วยชดเชยได้บ้าง แต่การกินแคปซูลเสริมก็อาจจำเป็นเช่นกัน

            วิตามินดี : ผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รับแสงแดดมากพอ จำเป็นจะต้องได้รับวิตามินดีอย่างน้อย 15 ไมโครกรัมต่อวัน

         ภัยแฝงจากอาหารดิบ
            ปลาดิบ ลาบ หลู้ อันตรายอย่างไร ลองมาฟัง นพ.ธวัช มงคลพร ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหารและตับ ร.พ.สมิติเวช สุขุมวิท

         การกินอาหารดิบมีอันตรายอย่างไร

            ภาพรวมคือ ถ้าเรากินเนื้อดิบ หรืออาหารดิบ ก็จะเสี่ยงกับการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น อาหารทะเลดิบ ๆ หรือแม้แต่อาหารปรุงสุกแล้วแต่ปล่อยไว้นาน ๆ ก็อาจจะทำให้ติดเชื้อได้ ยกตัวอย่างเช่น โรคหูดับที่เกิดจากการกินเนื้อหมูดิบปรุงไม่สุก ก็จะมีแบคทีเรียที่ทำให้หูหนวกได้

           อย่างที่สองคือ ถ้าในกรณีที่เป็นเนื้อวัว หรือเนื้อหมู และมีพยาธิตัวตืดอยู่ เวลากินก็จะมีเม็ดสาคูซึ่งก็คือพยาธิที่ยังไม่โตเต็มวัย มันจะเจริญเติบโตภายในตัวเรา จนทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารบางอย่าง อีกกรณีหนึ่งก็ในเนื้อปลาดิบ โดยเฉพาะปลาทะเล น้ำลึกจะมีพวกพยาธิตัวกลม ซึ่งจะทำให้เราเป็น Accidental Host มาอยู่ในกระเพาะ หรือลำไส้และทำให้เราเจ็บปวดได้
          ทีนี้ ถ้าเป็นปลาน้ำจืด ที่ติดมาก็จะเป็นพยาธิตัวจี๊ดที่จะไชเข้าไปในผิวหนัง หากพยาธิอยู่ที่ตาก็จะสามารถไชเข้าไปได้ทุกที่ หรือบางคนเข้าไขสันหลังก็จะทำให้สมองอักเสบได้

       คนเราจะรู้รึเปล่าถ้ามีพยาธิอยู่ในตัว
         ถ้าไม่มาตรวจก็จะไม่เจอ ขึ้นอยู่กับชนิดของพยาธิ พยาธิบางตัวต้องไปดูที่อวัยวะนั้น ๆ แต่ส่วนใหญ่ มันจะผลิตไข่ออกมากับอุจจาระ ต้องใช้วิธีตรวจอุจจาระ ซึ่งโรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อนจะมีการตรวจที่ละเอียด คือปั่นให้ข้นแล้วเอาที่ข้น ๆ มาตรวจดู ก็จะตรวจหาไข่ของพยาธิได้ดีขึ้น


         ความจริงในปัจจุบันพยาธิก็เป็นเรื่องไกลตัวพอสมควร เพราะเดี๋ยวนี้เรามีห้องน้ำในบ้าน แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่า แม่ครัวล้างมือสะอาดพอ หรือเขามีไวรัสตับอักเสบเอหรืออีไหม? หรือว่าเขาปรุงอาหารสุกขนาดไหน ถ้าเขาปรุงไม่สุกเราจะรู้รึเปล่า?

         ฉะนั้น จึงอยากให้กินทุกอย่างที่ปรุงสุกแล้ว ในกรณีของเนื้อสัตว์ขอให้ปรุงสุกและใหม่ก็จะปลอดภัยกว่ามาก ส่วนผักสลัดก็ควรล้างด้วยตัวเอง โดยล้างแล้วเทน้ำทิ้ง เผื่อบางทีมีไข่ติดอยู่ และจะได้เอาสารเคมีออกไปด้วย ในกรณีที่สัตว์มีเปลือกอย่างหอยจะต้องต้มนานกว่าปกติ และที่สำคัญกว่านั้นก็คือถ้ามีอาการผิดปกติก็ต้องปรึกษาแพทย์

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

เยาวราช ติด 1 ใน 9 เมืองไชน่าทาวน์ที่ดีที่สุดในโลก


เยาวราช ติด 1 ใน 9 เมืองไชน่าทาวน์ที่ดีที่สุดในโลก

ที่นี่ : เว็บไซต์ Cnngo รายงาน 9 เมืองที่มีย่าน ไชน่าทาวน์ (China Town) ย่านที่มีคนเชื้อสายจีนอาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมากที่ดีที่สุดในโลก

โดย Cnngo ระบุว่า ไม่ว่าชาวจีนจะย้ายไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองไหน ของประเทศใด ชาวจีนจะสร้าง 3 สิ่งต่อไปนี้ให้เกิดขึ้น นั่นก็คือ ประเพณีตรุษจีน, การค้าและแหล่งของกินอร่อยๆ ทั้งนี้ ย่านเยาวราช หรือไชน่าทาวน์ในกรุงเทพฯ ของไทยก็ติดอันดับด้วย Cnngo ระบุว่า ช่วงกลางคืนของเยาวราช นั้นคึกคักเหมือนกับเกาะฮ่องกงในช่วงปี 1960 ที่เต็มไปด้วยร้านค้าข้างทางจำนวนมาก ระยิบระยับด้วยแสงทองอร่ามจากร้านค้าทอง แต่แฝงไปด้วยเรื่องราวด้านศาสนา ความเชื่อและวัฒนธรรม
ย่านเยาวราชเป็นเช่นนี้มานานกว่า 200ปี หลังจากที่ชุมชนชาวจีนย้ายจากบริเวณที่เป็นพระบรมมหาราชวังในปัจจุบันไปตั้ง รกราก ณ ยาวราชในปัจจุบันนี้ โดยมีสถานที่แนะนำ คือ วัดไตรมิตร และภัตตาคารยิ้มยิ้ม เจ้าของปัจจุบันเป็นทายาทชาวจีนเชื้อสายแต้จิ๋วรุ่นที่ 4 มีเมนูแนะนำคือ ก้ามปู, ซุปไก่, และคัสตาร์ดมันเทศ


สำหรับเมืองที่มีย่านไชน่าทาว์น ที่ Cnngo ระบุว่ามีดังนี้

1. เมืองฮาวาน่า ประเทศคิวบา
2. เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย
3. ย่านเยาวราช กรุงเทพ ประเทศไทย
4. กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์
5. เมืองโจฮันเนสเบิร์ก แอฟิกาใต้
6. เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
7. เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา
8. รัฐซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา
9. กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

โรคจากคอมพิวเตอร์

โรคมากมายจากคอมพิวเตอร์
โรคมากมายจากคอมพิวเตอร์
ปัจจุบัน การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวันดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้คนยุค สมัยนี้
                  ถึงแม้จะให้คุณอนันต์มากมายแต่เพื่อนๆ รู้ไหมว่า “คอมพิวเตอร์” ก็ มีโทษเหมือนกัน… ล่าสุดที่ทำให้ตกใจกันทั่วคือ เมื่อนักวิจัยชาวอังกฤษได้ทำการศึกษาและพบว่าคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์นั้น เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียอันตรายมากกว่าโถสุขภัณฑ์ถึง 5 เท่า!! และทำให้ผู้ใช้ท้องเสียโดยไม่รู้ตัว ไม่เพียงเท่านั้นยังมีอีกหลายโรคที่เกิดเพราะคอมพิวเตอร์ คือ
            ท้องร่วงเพราะคีย์บอร์ด

                โรคที่ตั้งชื่อตามตัวอักษรชุดแรกบนแป้นคีย์บอร์ดว่า Qwerty Tummy อาจระบาดในที่ทำงานได้ หากว่าแป้นคีย์บอร์ดมีแบคทีเรียซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคอาหารเป็นพิษและผู้ใช้ รับประทานอาหารไปพร้อมกับใช้งานคีย์บอร์ดเครื่องคอมพ์ด้วยการศึกษาครั้งนี้ แสดงว่าคีย์บอร์ดเป็นแหล่งเพาะแบคทีเรียที่น่ากลัว ด้วยคนทำงาน 1 ใน 10 ไม่เคยทำความสะอาดคีย์บอร์ด และ 20% ไม่เคยทำความสะอาดเมาส์ ขณะที่ 50% ไม่เคยทำความสะอาดคีย์บอร์ดภายในเวลาหนึ่งเดือน นอกจากนี้ด้วยรูปแบบการทำงานสมัยใหม่ ที่พนักงานต้องย้ายโต๊ะทำงานไปเรื่อยๆทำให้พวกเขาไม่มีทางรู้ว่า ใครใช้คีย์บอร์ดที่กำลังใช้อยู่และใช้งานอย่างไรบ้าง

ทาง แก้ไขคือ ผู้ใช้ เครื่องคอมพิวเตอร์ควรทำความสะอาดคีย์บอร์ดเป็นประจำเพื่อไม่ให้เป็นแหล่ง สะสมของเชื้อแบคทีเรีย วิธีการคือทำความสะอาดด้วยผ้าเนื้อนุ่มชุบน้ำหมาดๆ ที่สำคัญคืออย่าลืมถอดปลั๊กคอมพิวเตอร์ก่อน

            โรคอื่นๆอีกมากมาย
                คอมพิวเตอร์ จะไม่เป็นอันตรายหากว่าคุณไม่ใช้มันจนติดเป็นนิสัย ซึ่งหมายความว่านั่งจมจ่อมอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์เกือบจะตลอดวันและทุก วันคนที่ใช้คอมพิวเตอร์บ้างเป็นบางครั้งคราวย่อมไม่ได้เจ็บป่วยเพราะ คอมพิวเตอร์แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แต่ละคนก็จะได้รับผลกระทบจากเครื่องใช้ไฮเทคนี้มากหรือน้อยช้าหรือเร็ว ไม่เหมือนกัน หลายๆ อาการเจ็บป่วยจากคอมพิวเตอร์นั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เรารู้กันดี แต่บางครั้งก็หลงลืม ว่าแล้ว…ลองมาทบทวนกันดูหน่อยดีไหม


             ปวดตา
                 
                เพราะการใช้คอมพิวเตอร์ทำให้ตาต้องจ้องจอสว่างๆจึงเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหา เรื่อง สุขภาพสายตา จึงควรระวังแสงที่จะส่องตรงมาโดยเฉพาะแสงจากด้านหลังของจอคอมพิวเตอร์ ควรให้แสงเข้ามาด้านข้าง (ด้านขวาก็จะดี)ถ้าเป็นไปได้ให้ติดแผ่นป้องกันรังสี รวมทั้งปรับความสว่างของจอให้เหมาะสมกับดวงตาการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็น เวลานาน ไม่เพียงทำให้เกิดอาการปวดตาเท่านั้นแต่อาจเป็นสาเหตุของโรคต้อหินในอนาคต ด้วย โดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่สายตาสั้น นอกจากนี้จอคอมพิวเตอร์ที่สั่นไหว หรือเป็นคลื่นนั้นควรจะยกไปซ่อมซะควรละสายตาจากจอบ้างเป็นครั้งเป็นคราว กะพริบตาเป็นระยะเพราะดวงตาของคุณต้องการความชุ่มชื้น


             โรคเส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ
 
               
                ปรับระดับความสูงของเก้าอี้หรือโต๊ะที่วางคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ข้อศอกอยู่ในมุม 90 - 100 องศา วางคีย์บอร์ดให้เหมาะเวลาใช้คีย์บอร์ดจะได้ไม่ต้องงอมือให้อยู่ในท่าที่ไม่ สะดวกสบายควรวางข้อมือบนโต๊ะหน้าคีย์บอร์ด ถ้าหากจำเป็นควรพิมพ์คีย์บอร์ดและใช้เมาส์อย่างเบามือ ถ้ามีเวลาก็ออกกำลังกายข้อมือและนิ้วบ้างหากสามารถทำงานด้วยวิธีการอื่นโดย ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ก็ลุกขึ้นจากโต๊ะและทำซะ

              ปวดคอและหลัง

                
สำรวจ ท่านั่งเวลาทำงานของตัวเองควรนั่งตัวตรง ห่างจากจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 18 - 24 นิ้ว เก้าอี้ที่ดีควรจะมีล้อสามารถปรับพนักพิงได้ และต้องมีที่วางแขนโต๊ะควรจะมีพื้นที่ว่างสำหรับวางเครื่องมืออื่นๆ ในการทำงาน


                และสุดท้ายที่อยากตระหนักกันให้มากคือ อันตรายคลื่นลูกใหม่ที่มาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และหลอดภาพของจอคอมพิวเตอร์เมื่อเราเปิดเครื่องใช้ก็จะมีรังสีแผ่ออกมา จึง ไม่ควรนั่งใกล้จอเกินไปโดยเฉพาะเวลาใช้แล็ปท็อปซึ่งทำให้เราต้องนั่งใกล้ เครื่องมากกว่าพีซีถ้าเป็นไปได้ให้ใช้แผ่นป้องกันรังสีหรือเลือกใช้จอ คอมพิวเตอร์ที่ไม่แผ่พลังรังสีไฟฟ้าออกมา แม้ราคาจะแพงกว่าแต่ปลอดภัยกว่า หากไม่ใช้เครื่องก็ควรปิด โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ในห้องนอน