วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หลุยส์ เบรลล์





อักษรเบรลล์
อักษรเบรลล์ (The braille Code) เป็นอักษรสำหรับคนตาบอด ประดิษฐ์โดย หลุยส์ เบรลล์(Louis Braille) ครูตาบอดชาวฝรั่งเศส มีลักษณะเป็นจุดนูนเล็กๆ ใน 1 ช่องประกอบด้วยจุด 6 ตำแหน่ง ซึ่งนำมาจัดสลับกันไปมาเป็นรหัสแทนอักษรตาดีหรือสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาตร์ โน้ตดนตรี ฯลฯ การเขียนใช้เครื่องมือเฉพาะเรียก สเลท (Slate) และดินสอ (Stylus) การพิมพ์ใช้เครื่องพิมพ์เรียก เบรลเลอร์ (Brailler) ใช้กระดาษหนาขนาดกระดาษวาดรูป
http://www.studentkm.net/uploads/blog/user/13/louis_braillePic_2011-01-06-16-52-26.jpg

ประวัติ หลุยส์ เบรลล์

หลุยส์ เบรลล์ (Louis Braille) ชาวฝรั่งเศสผู้ประดิษฐ์ "อักษรเบรลล์” วันเกิด 4 มกราคม ค.ศ.1809 ณ หมู่บ้านคูปเฟรย์ ทางตะวันออกของกรุงปารีส บ้านของครอบครัวหลุยส์ อยู่บนถนน เชอแมง เดอ บัตส์ แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นถนน หลุยส์ เบรลล์ เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ หลุยส์ เบรลล์ นักประดิษฐ์ที่เคยใช้ชีวิตวัยเด็กที่นั่น
เบรลล์ประสบอุบัติเหตุขณะกำลังเล่นอยู่ในร้านของพ่อ เนื่องจากเครื่องมือช่างของพ่อที่หลุยส์เอามาใช้หลุดมือแล้วบาดทิ่มดวงตาใน ขณะที่พ่อไม่อยู่ หลังจากนั้นพ่อแม่ได้รีบพาเขาไปพบหมอประจำท้องถิ่นทันทีแต่ในสมัยนั้นแพทย์ ไม่เข้าใจถึงสาเหตุและการควบคุมการติดเชื้อ จึงได้แต่เฝ้าดูดวงตาที่บาดเจ็บของหลุยส์ เบรลล์ ซึ่งบวมแดงและเหมือนมีรอยถลอก จนลามไปที่ตาอีกข้างหนึ่ง
จนในเวลาต่อมา หลุยส์ เบรลล์ เริ่มมองเห็นวัตถุต่างๆรอบตัว พร่ามัวไปหมด และในการทำกิจวัตรต่างๆ เขาจะเดินสะดุดและชนสิ่งของต่างๆจนอายุได้ 5 ขวบตาของหลุยส์ก็บอดสนิท
เบรลล์ยังคงเข้าเรียนหนังสือรวมกับเด็กตาดีคนอื่น แต่ก็พบอุปสรรคใหญ่หลวง เพราะไม่ สามารถอ่านและเขียนได้ เช่น เด็กตาดี
อายุ 10 ขวบ เบรลล์จึงถูกส่งไปเข้าโรงเรียนสอนเด็ก ตาบอดชายในกรุงปารีส ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนคนตาบอดแห่งแรก ๆ ของโลก แม้ว่าโรงเรียนจะมีกฎระเบียบเข้มงวดและนักเรียนต้องอยู่ในตึกที่อับชื้นก็ ยังต้องนับว่าเขาโชคดี เพราะในยุคนั้นผู้คนมีชีวิตลำเค็ญกระทั่งเด็กตาดีก็ยังต้องออกจากโรงเรียน ตั้งแต่อายุ 12 เพื่อทำงาน ในโรงงานและเหมืองถ่านหิน ทีนี่ เบรลล์ได้ฝึกอาชีพและหัดอ่านตัวอักษรโรมันที่พิมพ์นูนซึ่งเป็นระบบที่ใช้กัน อย่างแพร่หลาย แต่การจำแนกตัวอักษรนูน ดังกล่าวด้วยปลายนิ้วยังเป็นเรื่องยากสำหรับคนตาบอด
วันหนึ่งทหารปืนใหญ่ใจบุญชื่อ ชารลส์ บาร์บิเยร์ ได้เดินทางมาเยี่ยมโรงเรียนแห่งนี้ วันนั้นคงเป็นเหมือนวันอื่น ๆ ถ้าบาร์บิ เยร์ ไม่ได้เป็นผู้คิดระบบการกดจุดนูนบนกระดาษแข็งที่ทหารใช้อ่านด้วยนิ้วสัมผัส เพื่อส่งคำสั่งในสนามเพลาะตอนกลางคืนโดยไม่ต้องพูดเสียงดัง
ระบบดังกล่าวประกอบด้วยจุดนูนทั้งหมด 12 จุด แบ่งเป็น 2 แถว แต่ละแถวมีจุดนูน 6 จุด แต่ระบบ นี้ยากเกินกว่า ที่ทหารจะใช้ได้อย่างจริงจังจนต้องเลิกใช้ไปในที่สุด
แต่ในขณะนั้น เบรลล์ ซึ่งมีอายุแค่ 12 ขวบ รู้ว่าจุดพวกนี้มีประโยชน์ เขาคิดว่าน่าจะทำให้ง่ายขึ้นได้ และลองผิดลองถูกอยู่ นานกว่าจะค้นพบระบบ 6 จุด (2 แถว แถวละ 3 จุด) ซึ่งสร้าง ตัวอักษรและเครื่องหมายต่าง ๆ ได้ 64 แบบ ครอบคลุมตัวเลข คำย่อ และโน้ตดนตรีด้วย
พอ เบรลล์อายุ 20 หนังสือเล่มแรกของเขาชื่อ Method of Writing Words, Music and Plain Song by Means of Dots, for Use by the Blind and Arranged by Them ก็ได้รับการตีพิมพ์เขาทำงานเป็นครูในโรงเรียนที่เขา เคยร่ำเรียนมาและเป็นครูที่เด็ก ๆ รัก
เมื่ออายุได้ 15 ปี เขาได้คิดประดิษฐ์อักษรเบรลล์ซึ่งเป็นอักษรสำหรับให้คนตาบอดใช้มือคลำอ่าน อาศัยแนวคิดจากตัวโดมิโนที่มี 6 จุด จัดวางไว้เป็นกลุ่มสร้างเป็นลักษณะจุดนูนแทนค่าพยัญชนะต่างๆ เขาสามารถสร้างอักษรที่แตกต่างกันออกมาได้ 63 แบบ ซึ่งสามารถแทนค่าตัวอักษรทุกตัวที่มีอยู่ได้จนหมดสิ้น
รวมทั้งเครื่องหมายวรรคตอนและคำย่อต่างๆ ลักษณะของจุดนูนช่วยให้คนตาบอดอ่านได้ด้วยการสัมผัส คือใชปลายนิ้วลูบไปบนลายนูน ในช่วงเวลาที่เบรลล์ยังมีชีวิตอยู่ อักษรเบรลล์ที่เขาคิดค้นขึ้นยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จนกระทั่งหลังจากเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ระบบอักษรดังกล่าวจึงค่อยๆ เป็นที่ยอมรับและแพร่หลาย กลายเป็นภาษามาตรฐานสำหรับคนตาบอด
ตัวอักษรเบรลล์

ส่วนประกอบ

รูปที่่่่่ 1 ตำแหน่งของปุ่มนูนในอักษรเบรลล์ขนาด 1 เซลล์
รูปที่่่่่ 1 ตำแหน่งของปุ่มนูนในอักษรเบรลล์ขนาด 1 เซลล์ 
 จุดทั้ง 6 ใช้สร้างอักษรเบรลล์
ตัวอักษรเบรลล์จะมีจุดทั้งหมด 6 จุด เรียงกันเป็น 2 แถวในแนวตั้ง นับจากด้านซ้าย จากบนลงล่าง เป็น 1-3 และด้านขวา จากบนลงล่าง เป็น 4-6 โดยใช้การมีจุดและไม่มีจุดเป็นรหัส กล่าวคือวงกลมทึบ ● หมายถึงจุดนูน และวงกลมโปร่ง ○ หมายถึงจุดที่ไม่ใช้ วิธีนี้สามารถทำได้ถึง 63 ตัวอักษร (มาจาก (2^6)-1) การกำหนดรหัสตัวอักษร 10 ตัวแรก A-J จะใช้จุด 1 2 4 และ 5 สลับกันไป 10 ตัวต่อมา K-T จะเติมจุดที่ 3 ลงไปในอักษร 10 ตัวแรก และ 5 ตัวสุดท้าย(ไม่นับ W เพราะ ณ เวลานั้นภาษาฝรั่งเศสไม่ใช้ W) เติมจุดที่ 3 และ 6 ลงไปในอักษร 5 ตัวแรก
รูปที่ 2 อักษรเบรลล์ที่กำหนดใช้แทนพยัญชนะไทย          
    
รูปที่ 3 อักษรเบรลล์ที่กำหนดใช้แทนสระและวรรณยุกต์ไทย
   รูปที่ 3 อักษรเบรลล์ที่กำหนดใช้แทนสระและวรรณยุกต์ไทย 
 รูปที่ 2 อักษรเบรลล์ที่กำหนดใช้แทนพยัญชนะไทย


รูปที่ 4 อักษรเบรลล์ที่กำหนดใช้แทนอักษรในภาษาอังกฤษ
รูปที่ 4 อักษรเบรลล์ที่กำหนดใช้แทนอักษรในภาษาอังกฤษ
รูปที่ 5 เครื่องหมายนำเลข
รูปที่ 5 เครื่องหมายนำเลข

การบันทึกและแสดงผลอักษรเบรลล์แบบดั้ง เดิมทำได้โดยการใช้ดินสอ (Stylus) กดลงบนด้านหลังของกระดาษให้เกิดรอยบุ๋มในตำแหน่งที่กำหนดด้วยช่องว่างบนแผ่น สเลต (Slate) เมื่อพลิกด้านหน้าของกระดาษกลับขึ้นมาจะได้ปุ่มนูนของอักษรเบรลล์ตามต้องการ การใช้งานระบบอักษรเบรลล์แบบนี้ผู้ใช้ต้องฝึกฝนจนชำนาญเนื่องจากการเขียนให้ เกิดปุ่มนูนบนกระดาษจะกลับด้านกันกับการอ่านอักษรผ่านสัมผัสที่ปลายนิ้ว รูปที่ 5 แสดงอุปกรณ์ที่ใช้เขียนอักษรเบรลล์บนกระดาษและการอ่านอักษรเบรลล์ด้วยสัมผัส ที่ปลายนิ้ว


รูปที่ 5 ดินสอและสเลตสำหรับการบันทึกอักษรเบรลล์ลงบนกระดาษ
และการอ่านอักษรเบรลล์ผ่านปลายนิ้วสัมผัส
รูปที่ 5 ดินสอและสเลตสำหรับการบันทึกอักษรเบรลล์ลงบนกระดาษ และการอ่านอักษรเบรลล์ผ่านปลายนิ้วสัมผัส

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ที่มาของ เพลง Happy Birthday

ใครบ้าง ที่ไม่เคยร้องเพลงHappy Birthday ใครบ้างไม่เคยได้ยินเพลงนี้ แต่ที่แน่ๆ ทุกคนส่วนใหญ่ต้องรู้จักเพลงHappy Birthday 

Happy Birthday to You

        เพลง "Happy Birthday to You" ที่เราร้องอวยพรกันในวันครบรอบวันเกิดนั้น หนังสือ Guiness Book of World Records ได้บันทึกไว้ว่าเพลงนี้เป็นเพลงภาษาอังกฤษที่ฮิตที่สุดในโลก รองลงมาก็คือเพลง "For He's a Jolly Good Fellow" (ร้องในโอกาสสำคัญอื่นๆ เช่น งานเกษียณอายุ) และเพลง "Auld Lang Syne" (ร้องตอนเที่ยงคืนในวันขึ้นปีใหม่ เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ ในหลายๆ ประเทศ)
          เพลง Happy Birthday to You ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย แม้แต่ในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักก็ยังร้องเพลงนี้เป็นภาษา อังกฤษ และที่อเมริกา เพลงนี้ก็เป็นเพลงที่มีคนนำไปร้องบ่อยที่สุดอีกด้วย
         ทำนองเพลง Happy Birthday to You เป็นฝีมือการแต่งของสองศรีพี่น้องชาวอเมริกัน คือ Patty Hill และ Midred Hill ในปี 1893 (พ.ศ.2436) สม้ยที่ทั้งคู่เป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในเมือง Louisville รัฐ Kentucky แต่เดิมตั้งใจจะใช้เพลงนี้เป็นเพลงทักทายก่อนเริ่มชั้นเรียน และได้ตั้งชื่อเพลงไว้ว่า "Good Morning to All" ส่วนเนื้อเพลง Happy Birthday to You ไม่ปรากฏชัดว่าใครเป็นผู้แต่ง
        เพลงนี้ได้มีการจดลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อร้องและทำนองเป็นเวอร์ชั่นแรกเมื่อปี 1935 (พ.ศ. 2478) และลิขสิทธิ์นี้จะสิ้นสุดลงในปี 2030 (พ.ศ. 2573)
         แต่เดิมเพลง Happy Birthday to You เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท Summy บริหารโดยนาย Preston Ware Orem ซึ่งภายหลังถูกซื้อกิจการไปโดย Warner Chappell ( Warner Music Group)เมื่อปี 1990 (พ.ศ. 2533) ด้วยเงิน 15 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และเพลง Happy Birthday to You นั้นมีมูลค่าถึง 5 ล้านเหรียญสหรัฐ
          ระหว่างที่สถานะทางลิขสิทธิ์ของ เพลงนี้ยังคลุมเครือ ทาง Warner อ้างว่า การนำเพลงนี้ไปร้องในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางบริษัท ตามหลักแล้วถือว่ามีความผิดทางกฏหมายเว้นแต่จะจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับทาง Warner เสียก่อน


วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ซูดานใต้’ประกาศเอกราช เป็นประเทศใหม่ของโลก

ซูดานใต้’ประกาศเอกราช เป็นประเทศใหม่ของโลก


ธงชาติซูดานใต้
ธงชาติประเทศซูดานใต้
แผนที่ประเทศซูดานใต้
แผนที่ประเทศซูดานใต้
"สาธารณรัฐซูดานใต้" ได้ประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ เมื่อเวลา 00.01 น. ตามเวลาท้องถิ่นของ วันที่ 09 กรกฎาคม 2554ทำ ให้ประเทศที่เคยมีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกาถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศ ซึ่งถือเป็นการบรรลุจุดสุดยอดของการลงประชามติประกาศความเป็นเอกราช เมื่อเดือนมกราคม 2554 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการรับรองข้อตกลงการสงบศึกระหว่างดินแดนเหนือ-ใต้ เมื่อปี ค.ศ.2005
เมื่อ การเฉลิมฉลองสิ้นสุดลง ประชาชานชาวซูดานจะต้องต่อสู้ต่อไป แม้ว่าประเทศจะอุดมไปด้วยทรัพยากรน้ำมัน แต่อดีตประเทศซูดาน ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความยากจนที่สุดในโลก ปัญหาความขัดแย้งที่ยังไม่ได้รับการสะสางระหว่างฝ่ายเหนือและใต้ อาจหมายถึงความขัดแย้งครั้งใหม่ระหว่างเส้นแบ่งพรมแดนเส้นใหม่ โดยประชาชนอย่างน้อย 2 ล้านคน ต้องสังเวยชีวิตให้กับสงครามกลางเมืองในซูดานครั้งล่าสุด ระหว่างปี ค.ศ.1983-2005
ข้อตกลงด้านสันติภาพจากนานาชาติที่บังคับใช้เมื่อปี ค.ศ.2005 สิ้นสุดลงเมื่อหลังช่วงเที่ยงคืนวันศุกร์ ซึ่งนั่นเป็นเวลาที่ซูดานใต้ ประกาศแยกตัวอย่างและประกาศตนเป็นประเทศใหม่อย่างเป็นทางการ
ซูดานใต้จะกลายเป็นประเทศใหม่ลำดับที่ 193 ที่ได้รับการรับรองจากสหประชาชาติอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า และถือเป็นประเทศในทวีปแอฟริกาลำดับที่ 54 ที่เป็นชาติสมาชิกของยูเอ็น
โดย ในช่วงเย็น ผู้นำนานาชาติจะเข้าร่วมงานพิธีเฉลิมฉลอง อาทิ นายบัน คีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งเดินทางมาถึงแล้ว นายโคลิน พาเวลล์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และประธานาธิบดีโอมาร์ เอล-บาเชียร์ แห่งซูดาน
ที่ กรุงจูบา เมืองหลวงแห่งใหม่ล่าสุดของโลก บนท้องถนนเต็มไปด้วยการเฉลิมฉลอง และการเต้นรำ ประชาชนต่างกู่ร้องชื่อของประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งก็คือนายซัลวา เคอร์
รัฐบาล ชุดใหม่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ ในการจัดการและรับมือกับกองทัพอันหยิ่งทะนงและโหดร้าย การจัดการกับปัญหาทรัพยากรน้ำมัน และจัดการแบ่งสรรปันส่วนอำนาจระหว่างชนกลุ่มน้อยและกองทัพที่แบ่งออกเป็นฝัก เป็นฝ่าย นอกจากนั้นยังรวมถึงการจัดหาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน สาธารณสุข การศึกษา ให้แก่ประชาชนกว่า 8 ล้านคน

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

tour de france 2011

Le tour de France (ฝรั่งเศส: Tour de France หมายถึง การท่องฝรั่งเศส) หรือบางครั้งเรียกว่า ลากรองด์บูกล์ (La Grande Boucle) และ เลอตูร์ (Le Tour) เป็นการแข่งขันจักรยานทางไกลรอบประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 3 สัปดาห์ในช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1903 จนถึงปัจจุบัน (เว้นการจัดแข่งขันในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง)
Le tour de Franceเป็นการแข่งขันจักรยานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก เป็นการแข่งขันจักรยานทางไกลหนึ่งในสามรายการใหญ่ ที่จัดการแข่งขันในยุโรป รวมเรียกว่า แกรนด์ทัวร์ โดยอีกสองรายการคือโดยอีกสองรายการคือ
★ จีโรดีตาเลีย (Giro d’Italia) จัดในอิตาลี ช่วงเดือนพฤษภาคม-ต้นมิถุนายน
 ★ วูเอลตาอาเอสปันญา (Vuelta a España) จัดในสเปน ช่วงเดือนกันยายน
การแข่งขัน ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1903 เกิดขึ้นเนื่องจากการท้าทายกันทางหน้าหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสชื่อ โลโต้ (L’Auto) มีนักแข่งเข้าร่วมจำนวนถึง 60 คน แต่สามารถเข้าเส้นชัยได้เพียง 21 คน ซึ่งกิตติศัพท์ของความยากลำบากในการแข่งขัน ทำให้การแข่งขันนี้เป็นที่สนใจ และมีผู้ชมการแข่งขันช่วงสุดท้ายในกรุงปารีส ตามสองฟากถนนระหว่างทางราว 100,000 คน และกลายเป็นประเพณี ที่การแข่งขันทุกครั้งจะไปสิ้นสุดที่ประตูชัย จตุรัสเดอเลตวล ปารีส
ในปี ค.ศ. 1910 เริ่มมีการจัดเส้นทางแข่งขันเข้าไปในเขตเทือกเขาแอลป์ ปัจจุบันเส้นทางการแข่งขันจะผ่านทั้งเทือกเขาแอลป์ ทางตะวันออก และเทือกเขาพีเรนีสทางใต้ของฝรั่งเศสการแข่งขันตูร์เดอฟรองซ์จะแบ่งเป็นช่วง (stage) เพื่อเก็บคะแนนสะสม ผู้ชนะในแต่ละช่วงจะได้รับเสื้อ (jersey) เพื่อสวมใส่ในวันต่อไป โดยมีสีเฉพาะสำหรับผู้ชนะในแต่ละประเภท คือ
★ สีเหลือง (maillot jaune – yellow jersey) สำหรับผู้มีคะแนนรวมสูงสุด
★ สีเขียว (maillot vert – green jersey) สำหรับผู้ชนะในแต่ละสเตจ
 ★ สีขาวลายจุดสีแดง (maillot à pois rouges – polka dot jersey) สำหรับผู้ชนะในเขตภูเขา ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่า จ้าวภูเขา King of the Mountains สีขาว (maillot blanc – white jersey) สำหรับผู้มีคะแนนรวมสูงสุด ที่อายุต่ำกว่า 25 ปี
★ สีรุ้ง (maillot arc-en-ciel – rainbow jersey) สำหรับผู้ชนะการแข่งขันจักรยานชิงแชมป์โลก (World Cycling Championship) ซึ่งมีกฏว่าจะต้องใส่เสื้อนี้เมื่อแข่งขันในประเภทเดียวกับที่ผู้แข่งนั้น เป็นแชมป์โลกอยู่
★ เสื้อแบบพิเศษ สำหรับผู้มีคะแนนรวมสูงสุด และชนะการแข่งขันช่วงย่อย และจ้าวภูเขา
แชมป์เก่าคือ อัลแบโต้ คอนทาดอร์ ...

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

+6 องศา สิ่งที่เราควรรู้ก่อนจะสายไป

 
1 องศาเซลเซียส
- ขั้วโลกเหนือไม่มีหิมะไปครึ่งปีทำให้เส้นทางเดินเรือ Northwest Passage สามารถใช้งานได้นานขึ้น
การขนส่งสินค้าจากยุโรปมายังเอเชียตะวันออกทำได้สะดวกขึ้น

- เกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรงทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ผลผลิตลดลง ขาดแคลนอาหาร เกิดทะเลทรายใหม่ๆ
ในอดีต ฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ เป็นทะเลทรายขนาดใหญ่ แต่การเปลี่ยนแปลงวงโคจรของโลกเพียงเล็กน้อย
ทำให้อากาศอบอุ่นขึ้น เกิดการสะสมชั้นดินบางๆ จนกลายเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ที่ดีที่สุดของสหรัฐฯ ในยุคปัจจุบัน
แต่ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น ความชื้นในดินลดลง หน้าดินก็จะแห้ง ถูกลมพัดหายไป กลับกลายเป็นทะเลทรายอีกครั้ง
.
- ประเทศอังกฤษ สามารถปลูกองุ่นและผลิตไวน์ได้ดีขึ้น ในขณะที่ผลผลิตองุ่นของฝรั่งเศสมีคุณภาพตกต่ำลง
อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น มีผลให้แนวสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมกับการปลูกองุ่นเลื่อนขึ้นไปทางทิศเหนือมากขึ้น
ปัจจุบันนี้ อังกฤษมีไร่ไวน์มากกว่า 400 แห่ง และตอนนี้ก็เริ่มมีการทดลองปลูกต้นมะกอกในอังกฤษแล้วด้วย
.

+2 องศาเซลเซียส
- น้ำแข็งบนกรีนแลนด์ ซึ่งธรรมชาติใช้เวลาสะสมมานานกว่า 150,000 ปี หายไป ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น
 ปัจจุบัน สุนัขลากเลื่อนที่กรีนแลนด์ถูกทอดทิ้งให้อดตายจำนวนมาก เพราะว่าหิมะบางลงจนไม่มีงานให้มันทำ
- แมลงแปลกๆ จะเคลื่อนย้ายไปยังถิ่นที่อยู่อาศัยใหม่ๆ โดยเคลื่อนตัวไปยังเขตทิศเหนือที่เคยหนาวเย็นมากขึ้น
แมลงที่มาใหม่สามารถสร้างความเสียหายแก่ต้นไม้ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ในท้องถิ่นเดิม อย่างราบคาบ
- เมื่อสุนัขลากเลื่อนและหมีขั้วโลกเหลือเพียงตำนาน, ที่ราบทุนดราที่แสนกันดารก็จะกลายเป็นแหล่งป่าไม้ไหม่
.
- โลกสูญเสียแนวปะการังไปเกือบทั้งหมดเนื่องจากปรากฏการณ์ฟอกขาว สัตว์น้ำลดความอุดมสมบูรณ์ลงมาก
มหาสมุทร ถือเป็นอ่างรับคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นด่านแรกของกลไกซับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ
โดยปรกติแล้วสิ่งมีชีวิตเล็กๆ หลายชนิดจะดูดซับเอาคาร์บอนในน้ำทะเล เพื่อนำไปใช้สร้างกระดูกหรือเปลือก
แต่คาร์บอนไดออกไซด์ที่มากเกินไปจะทำให้น้ำทะเลเป็นกรดมากขึ้น และไปขัดขวางกระบวนการดูดคาร์บอน
.

+3 องศาเซลเซียส
- เป็นจุดที่นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าเราจะไม่สามารถย้อนกลับหรือหยุดยั้งกระบวนการโลกร้อนได้อีกต่อไป
- ขั้วโลกเหนือจะไม่มีน้ำแข็งในหน้าร้อนอีกต่อไป, ป่าฝนอะเมซอนจะแห้งไป, ยอดเขาแอลป์ไม่เหลือชั้นน้ำแข็ง
- พายุรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นร้อยปีครั้ง กลายเป็นเรื่องปรกติธรรมดาและต้องปรับเพิ่มมาตรวัดความเร็วพายุใหม่
.
- El Nino กลายเป็นปรากฎการณ์ปรกติธรรมดา เหมือนย้อนกลับไปสู่โลกในยุคพาลีโอซีน (Paleocene)
- คลื่นความร้อนเกิดขี้นทั่วทวีปยุโรป จนหลายเป็นเรื่องปรกติธรรมดา เหมือนกำลังอาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง
(เหมือนเหตุการณ์คลื่นความร้อนที่เคยเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2003 ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วยุโรปสูงถึง 3 หมื่นคน)
- กระบวนการสังเคราะห์แสงหยุดชะงักลง พืชกักออกซิเจนไว้และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศแทน
.

+4 องศาเซลเซียส
- เมืองตามปากแม่น้ำจมทะเลถาวร, ธารน้ำแข็งบนภูเขาหิมาลัย ไม่มีเหลือ, แม่น้ำคงคา หายไปจากแผนที่โลก- ทิศเหนือของแคนาดาเป็นทุ่งหญ้าสีเขียว, ชายหาดแถบสแกนดิเนเวีย กลายเป็นที่พักร้อนแห่งใหม่ของยุโรป
- ธารน้ำแข็งด้านทิศตะวันตกของขั้วโลกใต้ ละลายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงทุ่งน้ำแข็งในบริเวณใจกลางทวีป
.

+5 องศาเซลเซียส
- หิมะและน้ำในชั้นหินที่คอยหล่อเลี้ยงเมืองใหญ่ เหือดแห้ง, เกิดพื้นที่ที่มนุษย์อยู่อาศัยไม่ได้ในเขตอบอุ่นเดิม
- ระบบสังคมล่มสลาย, คนจนถูกทอดทิ้ง เกิดการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นฐานจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ
- เกิดการต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรที่เหลืออย่างรุนแรงระหว่างชนชั้นเหมือนที่เห็นในการ์ตูนหรือภาพยนตร์ไซไฟ
.

+6 องศาเซลเซียส
- มหาสมุทรกลายเป็นสุสานแห่งความตายไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้, ทะเลทรายบุกเข้ายึดพื้นที่ทั้งทวีป
- ภัยพิบัติทางธรรมชาติกลายเป็นเรื่องปรกติที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้. กรมอุตุฯ กลายเป็นหน่วยงานที่โลกลืม
- มนุษย์สูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปและเกิดเผ่าพันธุ์ใหม่ครอบครองโลกนี้แทนในระหว่างที่โลกกำลังปรับคืนสู่จุดสมดุล

ใช่!ที่ว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเราเพียงคนเดียว
มันขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของแต่ละบุคคล
แต่มันก็ต้องเริ่มที่ตัวเรา