วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"กรุงเทพฯ" เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก เสน่ห์อยู่ที่ความคุ้มค่าของเงินและมิตรภาพ


เดินทางมาถึง มหานครนิวยอร์กเพื่อรับรางวัลอีกครั้ง สำหรับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพราะปีนี้เป็นครั้งที่ 4 ที่กรุงเทพมหานครซิวรางวัล “เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก” (The World’ s Best Award 2012) โดยผลโหวตจากนักท่องเที่ยวและผู้อ่านนิตยสาร “เทรเวล แอนด์ เลชเชอร์” ซึ่งเป็นนิตยสารท่องเที่ยวยอดนิยมของสหรัฐอเมริกา จากที่เคยได้รับรางวัลนี้มาแล้ว เมื่อปี 2551, 2553 และ 2554
ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่ารางวัลนี้มาจากการโหวตของผู้อ่านนิตยสาร เทรเวล แอนด์ เลชเชอร์ 
โดย ทางนิตยสารได้จัดทำแบบสอบถามผ่านทางอีเมลและจดหมายให้ผู้อ่านและสมาชิกจำนวน 30,000 คน แสดงความคิดเห็นและให้คะแนนในช่วงเดือนธันวาคม 2554-มีนาคม 2555 โดยใช้เกณฑ์ในการพิจารณา 6 ประการ คือ 1. สถานที่ท่องเที่ยว ทัศนียภาพ ความสวยงามและความร่มรื่น 2. ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี 3. อาหารการกิน 4. แหล่งจับจ่ายใช้สอย 5. ความเป็นมิตรของผู้คน และ 6. ความคุ้มค่าของเงินหรือความพึงพอใจที่ได้รับจากการจับจ่าย
ขอบคุณภาพจากเดลินิวส์
ขอบคุณภาพจากเดลินิวส์
โดย 10 อันดับเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลกจากผลโหวตในปี 2012 นี้ กรุงเทพมหานคร ได้คะแนนโหวตอันดับ 1 ด้วยคะแนน 89.87 เฉือนชนะเมืองอันงดงามชวนฝันอย่างเมืองฟลอเรนซ์ อิตาลีที่ได้คะแนน 89.14 คะแนน ไป อยู่ในอันดับ 2 ส่วนอันดับ 3. กรุงอิสตันบูล ตุรกี 89.11 คะแนน อันดับ 4. เมืองเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ 88.49 คะแนน อันดับ       5. เมืองซิดนีย์ ออสเตรเลีย 88.52 คะแนน อันดับ 6. กรุงโรม อิตาลี 88.49 คะแนน อันดับ 7. นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา 88.12 คะแนน อันดับ        8. ฮ่องกง 88.03 คะแนน อันดับ 9. กรุงโตเกียว 87.90 คะแนน และอันดับ 10. กรุงปารีส ฝรั่งเศส 87.67 คะแนน นอกจากนี้ในระดับเอเชียกรุงเทพฯยังเป็นอันดับ 1 ในระดับเอเชีย ชนะเมืองใหญ่ ๆ อย่างเช่น โตเกียว ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง จากประเทศจีน รวมถึงสิงคโปร์ ด้วยผลคะแนน 89.87 คะแนน อีกด้วย

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า การ ได้รับรางวัลในครั้งนี้และที่ผ่าน ๆ มา ไม่ใช่ผลงานของ กทม. หรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลงานของชาวกรุงเทพฯ และประชาชนชาวไทยทุกคน รวมถึงภาครัฐและเอกชนทั้งหมด ที่ร่วมกันต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ซึ่งทางนิตยสารได้บอกว่า เสน่ห์ที่สำคัญของกรุงเทพฯ ที่คนสนใจมากที่สุดคือ การซื้อขายจับจ่ายใช้สอยที่สะดวก ราคาประหยัด ความเป็นมิตรยิ้มแย้มแจ่มใสของคนไทย และความพิเศษของอาหารที่ขายอยู่ริมถนน หาซื้อได้ง่ายแต่อร่อยมาก ซึ่ง ตนเห็นว่าการค้าขายข้างถนนนั้นเป็นเสน่ห์ที่น่าสนใจอย่างมาก แต่ที่สำคัญคือเราต้องควบคุมคุณภาพให้สะอาดปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว เพราะหากเราพลาดแล้วนักท่องเที่ยวอาจจะจำไปตลอดและไม่กลับมาอีก ดังนั้นจึงต้องพยายามช่วยกันรักษามาตรฐานของเราไว้ เช่นเดียวกับรางวัลที่เราได้รับ

สำหรับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. 
ได้ชูนโยบายภายใต้แคมเปญ “กรุงเทพฯ เมืองยิ้ม” หรือ Bangkok Smiles 5 ด้าน 1. ด้านวัฒนธรรม ประเพณี ได้แก่ สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เช่น วัด พระบรมมหาราชวัง ที่มีความสวยงามคู่บ้านคู่เมือง รวมถึงการแสดงด้านศิลปวัฒนธรรมและประเพณีต่าง ๆ 2. วิถีชีวิตริมแม่น้ำ ลำคลอง ที่สื่อถึงความงดงาม ของวิถีชีวิตชาวไทยที่ผูกพันกับสายน้ำตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน 3. อาหาร-การจับจ่ายใช้สอย ความเป็นเลิศและหลากหลายของอาหารการกิน รวมถึงย่านจับจ่ายสินค้าที่ทันสมัยและครบวงจร ตั้งแต่ตรอกซอกซอยจนถึงห้างสรรพสินค้าชั้นนำ 4. ด้านสุขภาพ ทั้งการนวดแผนโบราณ สปาแบบไทย รวมถึงโรงพยาบาลที่ทันสมัย เป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ และ 5. ความคุ้มค่าของเงินที่นักท่องเที่ยวจะใช้จ่ายท่องเที่ยวในกรุงเทพฯได้อย่าง คุ้มค่ามากกว่าที่อื่น ๆ

ทั้งนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเยี่ยมเยียนเมืองหลวงของไทยแห่งนี้้ก็มีปริมาณมากและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 
จาก ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้น พบว่าในปี 2553 มีจำนวนนักท่องเที่ยวมากถึง 10.44 ล้านคน สร้างรายได้ให้ กทม. จำนวน 427,504.19 ล้านบาท และในปี 2554 ยอดเพิ่มขึ้นถึง 12.25 ล้านคน (แต่ยังไม่มีการรายงานข้อมูลด้านรายได้) ส่วนในปี 2555 นี้ ในช่วง 5 เดือนแรก มียอดนักท่องเที่ยวแล้วเกือบ 9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่ยังเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนและญี่ปุ่นเป็นหลัก นอก นั้นจะเป็นนักท่องเที่ยวจาก อินเดีย ตะวันออกกลาง อังกฤษ เกาหลี อเมริกาที่มียอดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กทม. เองก็ยังมุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อ เนื่อง

ด้านคุณสมจิตร ธรรมสุริยะมิตร เจ้าของและคนดูแลร้านอาหารไทย “ผ่องศรี” ในย่านไชน่าทาวน์ มหานครนิวยอร์ก ที่เปิดมาประมาณ 40 ปีแล้ว
เล่า ว่า “สำหรับกิจการร้านอาหารไทยที่นิวยอร์กนี้ ก็ยังมีชื่อเสียงและทำรายได้อย่างต่อเนื่อง อาจจะมีซบเซาไปบ้างในช่วงเหตุการณ์ก่อการร้าย เมื่อ 11 กันยายน 2544 แต่ก็กลับมาทำรายได้ดีอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน คนที่มารับประทานอาหารนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการได้ไปเยือนกรุงเทพฯ และได้รับประทานอาหารไทยอร่อย ๆ มา เมื่อกลับมาที่อเมริกาแล้วรู้สึกอยากรับประทานอาหารไทยก็จะเดินทางมาที่ร้านของเรา ซึ่ง ส่วนตัวแล้วตนก็ดีใจที่เมืองไทยและกรุงเทพฯ ได้รับรางวัลเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดหลายปีแบบนี้ เพราะจะทำให้นักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นและให้ความสนใจอาหารไทยมากขึ้น ร้านอาหารไทยที่นี่และรวมทั้งที่อื่น ๆ ก็จะประสบความสำเร็จไปด้วย”

ดูเหมือนว่ารางวัลที่ได้รับ แม้จะไม่ได้บ่งบอกว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ พัฒนาก้าวหน้า หรือทันสมัย แต่เป็นการบอกเราว่าความสุขจากเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้หาได้ไม่ยาก จากสิ่งง่าย ๆ ที่มีอยู่ อย่างเป็นเอกลักษณ์ ถือว่าคุ้มค่าสำหรับเงินที่มีอยู่ และที่สำคัญคุ้มค่ามากสำหรับมิตรภาพที่สวยงามที่ได้รับจากผู้คน จนไม่ควรพลาดที่จะมาเยือนสักครั้ง.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น